สธ. คิกออฟ รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรี ในประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง เริ่มให้บริการตั้งแต่ 1 พ.ค.

2 พ.ค. 2563


วันที่  (1 พ.ค.63)  ณ อาคารพุทไธศวรรย์   โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา นายแพทย์ พีระ อารีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นายแพทย์ธีระชัย   คงเอี่ยมตระกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ที่เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด  “โครงการรณรงค์ให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง ปี 2563” โดยมีนางสาว นุชนาถ ประทีปธีรานันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวรายงาน   นอกจากนี้ยังมี นพ.พรศักดิ์ อยู่เจริญ  ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค,นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค,นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์  ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค, ทันตแพทย์อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ  รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, พญ.สุชาดา เจียมศิริ   ผู้อำนวยการกองโรคป้องกันด้วยวัคซีน, นพ.สมยศ ศรีจารนัย  สาธารณสุขนิเทศก์เขต 4  กระทรวงสาธารณสุข , พ.อ.อ. สุวัฒน์ สรรพโกศลกุล รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ร่วมงาน

ซึ่งวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง ปี 2563 นั้นเป็นการป้องกันอาการรุนแรงและลดการเสียชีวิตได้ พร้อมมอบวัสดุทางการแพทย์ และเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เพื่อสนับสนุนและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)  อนึ่ง  คณะอาจารย์  ทีมงาน  คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  ได้นำ นวัตกรรมหลากหลายมากมายเพื่อ  ต้านภัย  โควิด-  19 เช่นระบบลิฟต์ไม่สัมผัส   เครื่องมือสื่อสารระหว่างคนไข้  แพทย์พยาบาลจากห้องหนึ่งสู่อีกห้องหนึ่งได้โดยไม่ต้องเข้าไปในห้องสัมผัสเชื้อ  เป็นการลดการแพร่กระจายเชื้อ   เครื่องเทอร์โมสแกน   วัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่บรรเทาความเจ็บปวด  ในการฉีดยา  เครื่องหักแอมป์ยาป้องกันการบาดเจ็บ   นวัตกรรมการสแกน QR code สำหรับการรักษาพยาบาลคนไข้แบบ one stop service   และนวัตกรรมวิจัยอีกมากมายเพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการให้บริการสร้างความสุขสบายให้กับผู้ป่วยอีกหลายชิ้นงาน  




นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เร็วขึ้น (จากเดือนมิถุนายน เป็นเดือนพฤษภาคม) เพื่อจะช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันต่อสถานการณ์  เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่จะพบผู้ป่วยมากขึ้นในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ประกอบกับช่วงนี้มีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจเช่นกัน มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อาจเกิดความสับสนในการวินิจฉัยและการดูแลรักษาได้  จึงเป็นการช่วยลดภาระในการตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อร่วมระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่กับโรคโควิด-19  อีกทั้งช่วยลดจำนวนผู้ป่วย     ไข้หวัดใหญ่ที่จะเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาล และเป็นการสงวนทรัพยากรทางการแพทย์เพื่อเตรียมการรองรับการระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย 

 สำหรับการรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ จัดระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2563 จำนวน 4.11 ล้านโด๊ส เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงที่หากป่วยแล้วอาจจะมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิต  โดยให้วัคซีนในประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่  1.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป  2.เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี  3.ผู้มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)  4.บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป  5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้  6.โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)  และ 7.โรคอ้วน (น้ำหนัก>100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)  นอกจากนี้        ได้เตรียมวัคซีนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด้วย  โดยประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถขอรับบริการวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามวันและสถานที่ดังกล่าว


 นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า เนื่องจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ในช่วงนี้ อาจทำให้ประชาชนมีความกังวลว่าจะมีคนจำนวนมากมารับบริการฉีดวัคซีนดังกล่าว และอาจมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 นั้น  ในเรื่องนี้       กรมควบคุมโรคได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยได้จัดทำแนวทางการดำเนินงานให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ปี 2563 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในหน่วยบริการที่ให้บริการวัคซีน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด   ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลได้สำรวจกลุ่มเป้าหมายและวางแผนการให้วัคซีน ปรับรูปแบบให้บริการเข้ากับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งการจัดช่วงเวลาให้บริการ จำนวนผู้มารับบริการ จัดสถานที่ เพื่อลดความแออัดของการมารวมตัวกัน ยึดหลักการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1-2 เมตร และปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด รวมทั้งหน่วยบริการที่จัดบริการแบบเคลื่อนที่ให้ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน โดยการให้บริการเชิงรุกหรือกระจายการให้บริการในพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดการรวมตัวและความแออัดในการให้บริการ โดยจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ให้บริการแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงในบางกลุ่มหรือบางกรณี เช่น ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ เป็นต้น  ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

เกียรติยศ  ศรีสกุล   ผอ.ข่าว คมชัดลึก ภาคกลาง-ตะวันตก




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน