"อุตรดิตถ์" จัดพิธีแห่น้ำขึ้นโฮง สักการะดวงวิญญาณเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ ผู้สร้างเมืองลับแล (มีคลิป)

17 พ.ค. 2565

"อุตรดิตถ์" จัดพิธีแห่น้ำขึ้นโฮง ขบวนแห่เครื่องบวงสรวง เครื่องสักการะ เครื่องบายศรี หมากสุ่ม หมากเป็ง ขบวนต้นดอก ขบวนต้นผึ้ง ขบวนตุง สักการะดวงวิญญาณเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ ผู้สร้างและปกครองเมืองลับแล ให้ลูกหลานมีอยู่มีกินมาถึงปัจจุบัน 1,052 ปี 13 หมู่บ้าน ฝายหลวง รำลึกคุณงามความดี ส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุรักษ์วัฒนธรรมและสืบทอดประเพณี

เมื่อเร็วๆนี้ ที่บริเวณอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร หมู่ 7 ต.ฝายหลวง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ นายชัยศิริ  ศุภรักษ์จินดา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)อุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง สรงน้ำเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ ครองเมืองลับแล เมื่อปี พ.ศ.1513 ได้ทำนุบำรุงบ้านเมืองจนเจริญก้าวหน้าและสร้างความอุดมสมบูรณ์ ราษฎรอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขจนพระองค์ชราภาพและสวรรคตในเวลาต่อมา ลูกหลานมีอยูมีกินมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1,052 ปี

ชาวตำบลฝายหลวงประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะผู้บริหารส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น(อบต.) ฝายหลวง สภาวัฒนธรรมตำบลฝายหลวง เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มังคุด ชาวบ้านจาก 13 หมู่บ้าน ร่วมใจกันจัดงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง สรงน้ำเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ประจำปี พ.ศ.2565 ซึ่งตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ด้วยการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากบ่อน้ำเวียงเจ้าเงาะพื้นที่ตำบลทุ่งยั้ง เป็นน้ำใสสะอาดบริสุทธิ์ ดอกไม้ น้ำอบ น้ำหอมเป็นส่วนผสมใส่ขัน ใส่หาบ นำมาสรงน้ำเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารในครั้งนี้ โดยชาวบ้านแต่งกายชุดพื้นเมือง มีขบวนแห่ เครื่องบวงสรวง เครื่องสักการะ เครื่องบายศรี หมากสุ่ม หมากเบ็ง ขบวนพวงมาลัย 7 สี 7 ศอก ขบวนผ้าสามสี ด้ายขาวด้ายแดง ขบวนต้นดอก ขบวนต้นผึ้ง ขบวนตุง ขบวนวัฒนธรรม วิถีชุมชน คนพื้นถิ่นไทยยวนลับแลง ขบวนพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ขบวนหอมและกระเทียม เป็นการแสดงออกถึงความอุดมสมบูรณ์ที่มีมาแต่โบราณ 1,052 ปี มาจนถึงปัจจุบันนี้

" พิธีแห่น้ำขึ้นโฮงหรือขึ้นโรง เป็นการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ประพรมด้วยน้ำอบน้ำหอม ขึ้นสักการะดวงวิญญาณเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างเมืองลับแล ตลอดจนเทพารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่สถิตอยู่ ณ ม่อนอารักษ์แห่งนี้ ช่วยดลบันดาลให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข อยู่ดีกินดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชผลทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์และขายได้ราคา "

การจัดงานพิธี “แห่น้ำขึ้นโฮง” ครั้งนี้ เพื่อแสดงความเคารพกตัญญูและระลึกถึงคุณงามความดีของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างและครองเมืองลับแลในอดีต, เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม ตลอดจนสืบทอดประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นตำบลฝายหลวงให้คงอยยู่กับลูกหลานตลอดไป, เพื่อให้ประชาชนเกิดความภาคภูมิใจในประเพณีท้องถิ่นของตนเอง เป็นการสร้างความรักความสามัคคีให้กับหมู่คณะชุมชนหมู่บ้านมากยิ่งขึ้น, และเพื่อเป็นการสนับสนุนส่งเสริมยุทธศาสตร์ขององค์การบริหารส่วนตำบลฝายหลวงในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่สร้างชื่อเสียงให้กับตำบลฝายหลวง

"อุตรดิตถ์" แห่น้ำขึ้นโฮง สักการะดวงวิญญาณเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ ผู้สร้างเมืองลับแล

โดยมีนายชูชาติ  จันทร์วัฒนพงษ์ นายก อบต.ฝายหลวงกล่าวรายงานในพิธีเปิดงานประเพณีแห่น้ำขึ้นโฮง สรงน้ำเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์ ครองเมืองลับแล, นายปรัชญา  เสริฐลือชา นายอำเภอลับแล ในนาฐะพ่อเมืองลับแล กล่าวคำถวายเครื่องราชสักการะแด่ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐมกษัตริย์เมืองลับแล, นายรัตน์ ประสารศรี ประธานวัฒนธรรมตำบลฝายหลวงกล่าวคำฮ่ำไหว้สา ยอพระปารมีเจ้าฟ้าฮ่าม ปฐมกษัตริย์เมืองลับแล

เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารทรงเป็นกษัตริย์ในตำนานแห่งนครลับแล  มีตำนานปรัมปราเล่าว่า ใน “นครโยกนาคพันธุ์สิงหนวัติโยนกนาคไชยบุรีศรีเชียงเเสน”  เกิดข้าวยากหมากเเพง จึงมีการอพยพย้ายถิ่นฐานหาที่อยู่ใหม่มีหนานคำลือ เเละ หนานคำเเสนเป็นผู้พาชาวเมืองเชียงเเสนลงมาเเละสร้างบ้านเเปลงเมืองในบริเวณที่เป็นเมืองลับเเลในปัจจุบัน ต่อมาได้หักร้างถางพงทำไร่ทำสวนจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีวัวควายช้างม้ามากมายบริเวณที่เป็นคอกวัว ควาย ต่อมาเรียกว่า "บ้านคอกควาย "บริเวณที่เป็นโรงเลี้ยงช้าง  ต่อมาเรียกว่า " บ้านคอกช้าง "หนานคำลือเเละหนานคำเเสนมีบุตรสาวชื่อนางสุมาลี เเละ นางสุมาลามีหน้าตาสวยงาม ต่อมาได้เป็นผู้คิดการทำผ้าตีนจก หน้าหมอนหกหมอนเเปด ผู้เป็นพ่อเห็นเข้าก็ชอบใจเเละคิดว่าจะนำไปถวายเเก่กษัตริย์เมืองโยนก

 เมื่อกษัตริย์โยนกเห็นเเล้วก็ชอบพระทัยจึงขอนางสุมาลีเเละนางสุมาลาให้เเก่โอรส คือ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร   หนานคำลือเเละหนานคำเเสนเห็นว่า “ลับเเล” ยังไม่มีกษัตริย์ปกครองจึงทูลขอให้เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารลงไปปกครองเมืองลับเเล   เมืองโยนกจึงจัดขบวนขันหมากสู่ขอนางสุมาลีเเละนางสุมาลาถึงลับเเล  

เมื่อเข้าเขตลับเเล   ชาวเมืองลับแลพร้อมใจกันต้อนรับเจ้าฟ้าฮ่ามเเละขบวนขันหมากด้วยความยินดีจึงได้ปูผ้าขาวตลอดทางเข้าสู่เขตลับเเล ที่นั่นจึงได้ชื่อว่า  บ้านต้นเกี๋ย ( ต้นเกลือ ) เมื่อมาถึงเจ้าฟ้าฮ่ามจึงได้มอบเเหวนให้เเก่นางสุมาลีเเละนางสุมาลา ที่นั่นจึงได้ชื่อว่า บ้านปันเเหวน เมื่อเห็นดังนั้นชาวเมืองต่างพากันยินดี ที่นั่นจึงได้ชื่อว่า บ้านเเสนสิทธิเจ้าฟ้าฮ่ามปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุข

สำหรับพระราชประวัติของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารพระองค์นี้กล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นพระราชบุตรในพระเจ้าเรืองไทธิราช กษัตริย์ราชวงศ์สิงหนวัติแห่งอาณาจักรโยนกเชียงแสน พระองค์ได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระราชบิดาให้มาปกครองนครลับแล ซึ่งถือว่าเป็นเมืองชายแดนของอาณาจักรโยนกนาคนครเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ.1513 เพื่อป้องกันภัยจากการรุกรานของกำโพชนคร (ขอม) และ พม่า จึงอาจกล่าวได้ว่า พระองค์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งนครลับแล


ในปี พ.ศ.1506 อาณาจักรโยนกเชียงแสน อันมีเมืองนาคพันธ์สิงหนวัติชัยบุรีศรีช้างแสนเป็นราชธานี (ปัจจุบันคืออำเภอเชียงแสน  จังหวัดเชียงราย) ได้เกิดสงครามรบพุ่งกันอยู่เนืองๆ ทั้งโรคระบาดเกิดขึ้นมากมาย มีผู้เจ็บป่วยล้มตายอยู่เป็นประจำ ราษฎรต่างพากันแยกย้ายละทิ้งถิ่นฐานเดิมไปหาแหล่งทำมาหากินที่ใหม่กันเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีราษฎรประมาณ 70 ครัวเรือน ทนต่อความทุกข์ยากในนครเชียงแสนไม่ไหวจึงได้ชักชวนกันไปหาที่ทำกิน และยกให้หนานคำลือ กับหนานแสนคำ เป็นหัวหน้าครอบครัว เดินทางล่องใต้เพื่อแสวงหาถิ่นฐานทำกินแห่งใหม่ หนานคำลือกับหนานแสนคำฝันว่าดวงวิญญาณของ "เจ้าปู่พญาแก้ววงเมือง" (กษัตริย์องค์ที่ 13 แห่งนครโยนก) มาบอกว่าที่แหล่งทำมาหากินอันอุดมสมบูรณ์มีน้ำตกและธารน้ำไหลตลอดทุกฤดูกาล สภาพดินฟ้าอากาศไม่หนาวไม่ร้อน ชาวบ้านจึงได้อัญเชิญดวงวิญญาณของปู่พญาแก้ววงเมืองไปด้วยเพื่อเสาะหาแหล่งทำมาหากินให้ได้ตามความฝันนั้น การเดินทางผ่านจังหวัดลำปางและจังหวัดแพร่ในที่สุดก็บรรลุถึงหุบเขาลับแล จนสามารถมองเห็นภูมิประเทศซึ่งตรงกับความฝันทุกประการ ประกอบด้วย น้ำตกธารน้ำไหล ดินฟ้าอากาศชุ่มเย็น มีภูเขาเตี้ยๆ อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด แสงแดดส่องลงถึงพื้นดินเพียงครึ่งวัน จึงตกลงใจปักหลักสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า "บ้านเชียงแสน" ช้าง ม้า วัว ควาย ที่นำมาด้วยก็จัดให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ห่างไกลเป็นระยะๆ พอสมควร ต่อมาบริเวณที่ควายอยู่ก็ให้ตั้งชื่อว่า "บ้านคอกควาย" และที่ช้างอาศัยอยู่ก็ให้ตั้งชื่อว่า "บ้านคอกช้าง" ชื่อหมู่บ้านเหล่านี้ได้มีการเรียกขานกันจนถึงปัจจุบัน

เมื่อตั้งบ้านเรือนเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจึงประชุมกันแต่งตั้งให้หนานคำลือเป็น "เจ้าแคว้น" (เทียบเท่ากับกำนัน) ปกครองชาวบ้าน และแต่งตั้งให้หนานคำแสนเป็น "เจ้าหลัก" (เทียบเท่ากับผู้ใหญ่บ้าน) เจ้าหนานทั้งสองได้ดูแลปกครองลูกบ้านอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขเป็นเวลายาวนาน 7 ปีเศษ จึงมอบหมายให้หนานคำลือเป็นหัวหน้านำราษฎรจำนวน 10  กว่าคนเดินทางรอนแรมออกจากลับแลกลับไปส่งข่าวยังโยนกนคร เมื่อเดินทางถึงแล้วเจ้าแคว้นก็ได้นำราษฎรเข้าเฝ้าพระเจ้าเรืองไทธิราช กษัตริย์องค์ที่ 21 แห่งโยนกนคร และกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบถึงการอพยพไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข พระเจ้าเรืองธิราชดีพระทัยยิ่งนัก นอกจากนั้นยังกราบทูลให้ทรงทราบอีกว่าที่ลับแลยังไม่มีพระสงฆ์ที่จะคอยอบรมสั่งสอนบุตรหลานและประกอบพิธีกรรมต่างๆ พระองค์ก็ให้พระสงฆ์มาอยู่ด้วย 6 รูป ครั้นเมื่อเดินทางกลับมาถึงลับแลราษฎรต่างก็ดีใจ ญาติพี่น้องที่ติดตามมาก็ได้พบปะกันอีกคราว และมีพระสงฆ์มาด้วยอีก 6 รูป จึงได้จัดที่พักพาอาศัยให้ชั่วคราว แล้วช่วยสร้างวัดขึ้นเป็นแห่งแรกในลับแล ชื่อ "วัดเก้าเง้ามูลศรัทธา" หรือเรียกกันว่า "วัดใหม่"

 "ลับแล" มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ราษฎรอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข บุตรหลานก็เจริญเติบโต บ้างก็มีครอบครัวแยกย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินกันตามอัธยาศัย แต่บุตรสาวเจ้าแคว้นและเจ้าหลักชื่อสุมาลี และสุมาลา ทั้งสองสาวผิวพรรณผ่องใสสวยงาม กิริยามารยาทเรียบร้อย มีความฉลาดหลักแหลม ขยันขันแข็ง หากมีเวลาว่างก็จะสนใจในงานเย็บปักถักร้อย จนเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน นางทั้งสองได้ช่วยกันคิดค้นจนสามารถสร้างหูกทอผ้าได้เป็นผลสำเร็จ และช่วยกันทอผ้าแบบต่างๆ ที่ใช้สอยกัน ที่สำคัญคือนางทั้งสองได้ช่วยกันคิดค้นทอผ้าซิ่นตีนจกจนเป็นผลสำเร็จ มีลวดลายสวยสดงดงาม นำวิถีชีวิตของชาวลับแลถ่ายทอดลงไปบนเชิงผ้า และงานจกผ้าอื่นๆ ผสมกลมกลืนกันได้อย่างงดงาม ตลอดจนอบรมเผยแพร่ให้กับบุตรหลานชาวบ้านจนสืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้ เจ้าแคว้นและเจ้าหลักเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ที่บุตรสาวทั้งสองได้ทำขึ้นนั้นมีคุณค่าสวยงาม เหมาะสมที่เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน จะได้ใช้สอยด้วย จึงชักชวนกันนำสิ่งประดิษฐ์และนำบุตรสาวทั้งสองไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเรืองไทธิราช พร้อมกับถวายผ้าซิ่นตีนจกและสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายที่ได้จากการถักทอของบุตรสาว  

พระเจ้าเรืองไทธิราชพอพระทัยยิ่งนักออกปากชมมิได้หยุด พระองค์พิเคราะห์ดูแล้วเห็นว่าหญิงสาวทั้งสองคนนี้มีลักษณะรูปทรงผิวพรรณดีผิดแผกจากสามัญชนธรรมดาทั่วๆ ไป มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการเหมาะที่จะเป็นชายาแห่งราชบุตรของพระองค์ได้ จึงเอ่ยปากขอบุตรทั้งสองคนต่อเจ้าแคว้นและเจ้าหลักเพื่ออภิเษกให้เป็นชายาของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ราชบุตรของพระองค์ ส่วนเจ้าแคว้นและเจ้าหลักกราบทูลว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น เป็นบุญวาสนาแก่ธิดาของข้าพเจ้าทั้งสองอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แล้วแต่จะทรงพระกรุณา แล้วเจ้าแคว้นกับเจ้าหลักจึงกราบบังคมทูลลากลับเมืองลับแล

 พระเจ้าเรืองไทธิราชจึงประกาศหมายกำหนดการให้อภิเษกสมรสพระราชบุตรภายในเวลา 6 เดือน ครั้นถึงกำหนดเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร พร้อมพระญาติ สมณชีพราหมณ์ ทหาร ข้าทาสบริวาร ตกแต่งขบวนขันหมากแห่แหนจากโยนกนคร เดินทางมุ่งหมายมายังเมืองลับแลประกอบพิธีอภิเษกสมรสตามราชประเพณีเชียงแสนโบราณ พร้อมกับตั้งให้นางสุมาลี และนางสุมาลา เป็นชายาซ้าย-ขวา โดยพระราชทานนามว่า "พระเทวีเจ้าสุมาลา" และ "พระเทวีเจ้าสุมาลี" และโปรดฯ ให้สร้างวังขึ้นในบริเวณที่เป็นวัดป่าแก้วเรไรหรือวัดเจดีย์คีรีวิหาร ซึ่งมีร่องรอยของคูเมืองอยู่ เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารก็ได้ขึ้นครองเมืองลับแลเป็นปฐมตั้งแต่นั้นมา (พ.ศ.1513)

จากนั้นได้มีราษฎรอพยพมาอยู่เพิ่มมากขึ้น พระองค์ได้จัดสรรที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหากินให้แก่ราษฎรโดยทั่วหน้ากัน ราษฎรเชื้อสายเชียงแสนให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ตั้งแต่บ้านคอกช้าง, บ้านต้นเกลือ, ถึงบ้านท้องลับแล, บ้านยางกระดาย, บ้านนาแต๊ว, บ้านนาทะเล, และบ้านปากฝาง พระองค์ทรงดำรงตนอยู่ใต้ทศพิธราชธรรม ทรงปกครองราษฎรแบบบิดาปกครองบุตร ตัดสินคดีความด้วยพระเมตตา อบรมสั่งสอนราษฎรเป็นพลเมืองดี มีความขยันขันแข็ง ทุกคนก็อยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา พระองค์มีจิตใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาเป็นยิ่งนัก เมื่อครั้ง พ.ศ.1519 พระองค์ทรงดำริให้จัดสร้างสถูปเจดีย์เพื่อประกาศพระศาสนา และได้เสด็จไปยังเมืองโยนกนครเพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากดอยตุง จังหวัดเชียงราย อัญเชิญมาบรรจุไว้ที่สถูปเจดีย์วัดป่าแก้วเรไร (วัดเจดีย์คีรีวิหาร) เป็นวัดแห่งแรกของเมืองลับแล

ราว พ.ศ. 1525 หลังจากปราบพวกขอมที่มารุกรานราบคาบแล้วพระองค์จึงเสด็จไปเมืองโยนกนครอีกครั้งเพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากพระบิดาจำนวน 32 องค์ เพื่อมาบรรจุไว้ ณ สถูปเจดีย์ม่อนธาตุ ทั้งได้สร้างวัดชัยชุมพล และวัดดอยชัย ขึ้นไว้ในหมู่บ้านอีกด้วย

 เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารได้ครองเมืองลับแลอยู่เป็นเวลายาวนาน ทำนุบำรุงบ้านเมืองจนเจริญก้าวหน้า ราษฎรอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข จนชราภาพจึงเสด็จสวรรคต ยังความโศกเศร้าอาลัยของอาณาประชาราษฎร์เป็นยิ่งนัก จึงพร้อมใจกันนำอัฐิของพระองค์มาบรรจุไว้ ณ ม่อนอารักษ์ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของประชาชนทั่วไป และเกิดประเพณีแห่น้ำขึ้นโรงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

สมภพ  สินพิพัฒนฤดี ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน