ทนายดังเมืองคอนเรียกร้องใช้วิกฤติกระแส “พระนักเทศน์เสพเมถุน” เป็นโอกาสบัญญัติบทลงโทษอาญาสถานหนัก

1 พ.ค. 2565


               ทนายดังเมืองคอนเรียกร้องสำนักพุทธ ฯ คณะสงฆ์และสภาผู้แทนราษฎรใช้วิกฤติกระแส“พระนักเทศน์เสพเมถุน” เป็นโอกาสบัญญัติบทลงโทษอาญาฌเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาโดยกำหนดให้พระเสพเมถุนมีบทลงโทษทางอาญาสถานหนักติดคุก 10-20 ปีหรือมากกว่านั้น

               กรณีกระแสข่าวเหตุการณ์คลิปเสียงที่ถูกระบุว่าคล้ายกับพระหนุ่มนักเทศน์ชื่อดังใน จ.นครศรีธรรมราช พัวพันกับสีการายหนึ่งชื่อ“ตอง”จนเป็นข่าวที่ถูกให้ความสนใจอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีภาพข้อความไลน์ที่ระบุว่าเป็นการพูดคุยระหว่างสีกากับพระนักเทศน์คนเดียวกัน เพราะมีเสียงคล้ายกันมาก  ทำให้หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่ พระพงศกร จันทร์แก้ว หรือ“หลวงพี่กาโตะ”พระนักเทศน์ชื่อดังวัดเพ็ญญาติ ต.กะเปรยด อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะออกมาระบุว่าเป็นการแต่งเรื่องขึ้นเพราะตัวเองป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ จนกลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง  จนเมื่อเวลา 21:34 น.(30 เม.ย.)เพจพงศกร จันทร์แก้ว ซึ่งเป็นเพจของอดีตพระกาโตะ โพสต์คลิปวิดีโอขณะลาสิกขาท่ามกลางคณะสงฆชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช

 




(1 พ.ค.) นายธนาชัย เกตุโรจน์ ทนายความชื่อดัง ประธานชมรมทนายความเพื่อประชาชนจังหวัดนครศรธรรมราช กล่าวว่า ในเรื่องมที่เกิดขึ้นจนเป็นกระแสข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศหกรือต่างประเทศอยู่ในขณะนี้ ตนอยากให้คนไทย สังคมไทย   เอาวิกฤติที่เกิดขี้นในครั้งนี้มาเป็นโอกาส เนื่องจากคไทยนับถือพุทธศาสนาเยอะมาก แต่กลับไม่มีกฎหมายบ้านเมืองที่จะคุ้มครองพุทธศาสนาหรือมีก็น้อยเกินไป เราสังเก ตุได้จากในตัวประมวลกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนา มีระบุไว้แค่ 2- มาตราเท่านั้นคือมาตร 206,207 และ 208 ล้วนแต่เป็นความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การกระทำต่อวัตถุหรือสถานที่ทางศาสนา การไปก่อความวุ่นวายในศาสนพิธี และการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ทำให้ผู้ที่จะกระทำความผิดไม่เกรงกลัวบทการลงโทษตามกฎหมาย

“เราจะเห็นได้งว่าประเทศไทยมีกรณีในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง เช่นกนณีพระนิกร พระยันตระ และอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในระยะไม่นานมาจนถึงกรณีพระนักเทศน์ชื่อดังครั้งนี้ โดยในบางครั้งนี้ก็สามารถดำเนินคดีอาญาได้หากมีผู้เสียหายแจ้งความ แต่หากไม่มีผู้เสียหายกด็ดำเนินคดีอาญาไม่ได้ และดำเนินการได้เฉพาะเองพระธรรมวินัย โดยโทษหนักที่สุดก็คือปาราชิกต้องสึกจากความเป็นพระไป บางครั้งพระบางรูปยังมีหนามาประกาศว่าสึกแล้วก็บวชใหม่ได้”

 


นายธนาชัย กล่าวอีกว่าตนอยากเรียกร้องไปถึงสำนักพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ตลอดไปจนถึงสภาผู้แทนราษฎรให้มีกายกร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำใด ๆ ที่สร้างความเสียหายเสียแก่พระพุทธศาสนา หรือทำลายพระพุทธศาสนาด้วยวิธีการใด ๆ  จนทำให้พุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธาให้มีความผิดในทางอาญาด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ทางคณะสงฆ์ให้มีความผิดในลักษณะเดียวกับข้าราชการทั่วไปโดยมีบทลงโทษทางอาญาที่หนักขึ้น ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ก็เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาที่เป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจ ของคนไทย คนพุทธ เพื่อให้พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้มีขวัญกำลังใจไม่โดนกล่าวหาไปด้วย ในขณะที่ผู้ที่กล้ากระทำผิดก็จะถูกลงโทษสถานหนัก  ไม่ใช่หากเป็นประสงฆ์ก็แค่การสึกจากพระ เป็นฆราวาสไม่มีความผิดใด ๆ ตนอยากให้เอาวิกฤติตรงนี้ไปเป็นโอกาส ขอให้ช่วยกันสนับสนุนให้มีร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา

“สำหรับบทลงโทษผู้ที่กระทำผิดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่ผู้ร่างกฎหมายจะพิจารณาโดยการเสพเมถุนในทางพระธรรมวินับถือว่าต้องว่าปาราชิก เหมือนกับโทษประหารชีวิต   ในทางอาญาอาจจะมีโทษจำคุก 10 ปี 20 ปีหรือมากกว่านั้น ตนอยากให้มีกฎหมายนี้เกิดขึ้นเชื่อว่าจะทำให้การทำลายพระพุทธศาสนา หรือพระสงฆ์กระทำผิดวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการเสพเมถุนต้องอาบัติหนักถึงถึงขั้นปาราชิกจะลดน้อยลงได้อย่างแน่นอน” นายธนาชัย กล่าวย้ำในที่สุด.

 

ไพฑูรย์ อินทศิลา/นครศรีธรรมราช

      




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน