เจ้าคณะจังหวัดนคร ฯยืนยัน “กาโตะสึก” แล้วแต่การสอบสวนจะดำเนินการต่อไป

1 พ.ค. 2565


               เจ้าคณะจังหวัดนคร ฯยืนยัน “กาโตะ”สึกแล้วแต่การสอบสวนจะดำเนินการต่อไปเพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง หากผลการสอบสวนสรุปว่าทำผิดจริงก็จะไม่สามารถกลีบมาบวชเป็นพระได้อีกตลอดชีวิต

               จากกรณีกระแสข่าวเหตุการณ์คลิปเสียงที่ถูกระบุว่าคล้ายกับพระหนุ่มนักเทศน์ชื่อดังใน จ.นครศรีธรรมราช พัวพันกับสีการายหนึ่งชื่อ“ตอง”จนเป็นข่าวที่ถูกให้ความสนใจอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีภาพข้อความไลน์ที่ระบุว่าเป็นการพูดคุยระหว่างสีกากับพระนักเทศน์คนเดียวกัน เพราะมีเสียงคล้ายกันมาก  ทำให้หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่ พระพงศกร จันทร์แก้ว หรือ“หลวงพี่กาโตะ”พระนักเทศน์ชื่อดังวัดเพ็ญญาติ       ต.กะเปรียด อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะออกมาระบุว่าเป็นการแต่งเรื่องขึ้นเพราะตัวเองป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ จนกลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง จนเมื่อเวลา 21:34 น.(30 เม.ย.)เพจพงศกร จันทร์แก้ว ซึ่งเป็นเพจของอดีตพระกาโตะ โพสต์คลิปวิดีโอขณะลาสิกขาท่ามกลางคณะสงฆชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช            

 

.




  (1 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานพระครูสิริธรรมาภิรัต (ธรรมรัต อริยธมฺโม) เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) กล่าวว่ากรณีที่ที่เสพเมถุนถือว่าต้องอาบัติหนักสุดในทางพระธรรมวินัย ต้องปาราชิก ไปในทันทีไม่ต้องทำพิธีสึกและจะกลับมาบวชเป็นพระอีกไม่ได้ตลอดชีวิต  ซึ่งพระที่ถูกกล่าวย่อมรู้ตัวเองว่าทำผิดจริงหรือไม่ "สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง นาญโญ อัญญัง วิโสธเย" บริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตัว คนอื่น จะมาทำให้เราบริสุทธิ์ไม่ได้  แต่หากพระที่ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับหรือปฏิเสธทางคณะสงฆ์จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการจะต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ในกรณีนี้จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เทคโนโลยี สถาบันการเงิน เป็นต้น

          


   ในกรณีที่ยังไม่แต่งตั้งคณะกรรมการหากสึกจากความเป็นพระสามารถกลับมาบวชใหม่ได้ แต่หากมีการตั้งคณะกรรมการและสอบสวนสรุปผลหรือคณะกรรมการมีมติว่าผิดก็จะขาดจากความเป็นพระไปในทันที โดยกรณีนี้แม้จะมีการสึกไปแล้ว แต่ทางคณะสงฆ์ก็คงสอบสวนตามขั้นตอนต่อไปเพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ซึ่งผลการสอบสวนเป็นเหมือนคำพิพากษา แม้จะชิงสึกออกไปก่อนและบวชใหม่ในระหว่างการสอบสวน หากในที่สุดพบว่าเรื่องที่เป็นข่าวพระนักเทศน์กระทำความผิดจริงก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระไปในทันที และจะไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้อีกตลอดชีวิต.

ไพฑูรย์ อินทศิลา/นครศรีธรรมราช

          




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน