ทางรอดของชุมชนลุ่มน้ำโขงในวันที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับเขื่อน

19 มี.ค. 2565

สถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง (Mekong Community Institute - MCI) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศลุ่มน้ำ ได้ก่อตั้งและยื่นจดทะเบียนเป็นสมาคมในปี พ.ศ. 2557    และได้มีการควบรวมเข้ากับสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตเมื่อปลายปี 2559 โดยมีเป้าหมายในการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนลุ่มน้ำโขงที่รวมเอาชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญ  ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศน์ของแม่น้ำโขงและได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนลุ่มน้ำโขงมาอย่างยาวนาน  จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องและการดำรงชีพของชุมชน

นายธีระพงษ์  โพธิ์มั่น ผู้อำนวยการสถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง  ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ว่า  จากการทำงานในสายงานของลุ่มน้ำโขงมายาวนาน  ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายจากอดีตสู่ปัจจุบัน ทั้งในเชิงนิเวศน์และเชิงของการดำรงชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำโขง จึงเกิดแนวคิดที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาปากท้องและผลกระทบของชุมชนที่ได้รับ จากการที่ชาวบ้านลุ่มน้ำโขงไม่สามารถหาปลาได้เหมือนเดิม ไม่สามารถปลูกผักหรือทำการเกษตรริมฝั่งโขงได้อีก เพราะระบบนิเวศน์ในลุ่มน้ำโขงได้เสียหายไปหมดแล้ว  จากการที่ระดับน้ำโขงขึ้นลงไม่ปกติ ท่วมในหน้าแล้ง  แห้งในหน้าฝน หลายปีที่ผ่านมาชุมชนลุ่มน้ำโขงต้องดิ้นรนและแก้ปัญหาโดยลำพังตามวิถีชาวบ้าน  ยังไม่เคยมีหน่วยงานไหนเข้ามาให้การช่วยเหลือใดๆเลย  จุดนี้ทำให้กลุ่ม ได้จัดทำโครงการที่จะแก้ไขปัญหานี้ด้วยการใช้นวัตกรรมทางการเกษตรและประมง  เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านได้มีความรู้ในการเลี้ยงปลาและปลูกผักโดยใช้ระบบ อาควาโปนิกส์ ซึ่งในประเทศไทยไม่ค่อยมีการส่งเสริมด้านนี้เท่าใดนัก และในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือ  จากคุณไกรทอง เหง้าน้อย ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และได้พัฒนาถังเกษตรนี้ขึ้นมา  โดยให้มีการเลี้ยงปลาในถังและปลูกผักบนฝาปิด การทำการทดลองนี้ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้ว  ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก กสศ. หรือกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา โดยได้มีการสนับสนุนกลุ่มชุมชนลุ่มน้ำโขง 3 ชุมชนด้วยกันคือ ชุมชนหาดบ้าย  ชุมชนปากอิงใต้  ชุมชนบ้านห้วยลึก

นอกจากการสนับสนุนให้การมีการเพาะเลี้ยงพันธ์ปลาเศรษฐกิจในครัวเรือนแล้ว  ยังได้มีการต่อยอดโดยการให้ความรู้ในการแปรรูปอาหารและการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้กินได้นานขึ้น หรือสามารถนำมาจำหน่ายในตลาดได้ด้วย  เช่น การทำปลาแดดเดียว ปลาร้า การบรรจุภัณฑ์ที่ยึดอายุอาหาร  การทำแพคเกจที่น่าสนใจ โดยมี  นายธนัช สายอินต๊ะ วิทยากรด้านเกษตรทฤษฎีใหม่และการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย  และเป็นผู้ประสานงานโครงการคนกล้าคืนถิ่น อยู่ที่กรุงเทพมหานคร มาให้ความรู้กับชาวบ้านในชุมชนด้วย

ผลที่คาดจะได้รับจากการจัดทำโครงการนี้ก็หวังเพื่อจะให้ชุมชนและชาวบ้านได้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลดปัญหาเรื่องปากท้อง  ค่าครองชีพ และการสร้างอาชีพในอนาคตโดยจะมีการต่อยอดจากองค์ความรู้ที่ได้รับมานำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาของชุมชน รวมไปถึงนำเสนอหน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจจะเข้ามาส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของชุมชนได้ต่อไปในอนาคต


นายไกรทอง  เหง้าน้อย  เจ้าหน้าที่ภาคสนามของสมาคมชุมชนลุ่มน้ำโขง กล่าวถึงการนำความรู้ที่มีด้านการพัฒนานวัตกรรมถังเกษตรแบบผสมผสานเพื่อการทดลองเลี้ยงปลาและปลูกผักแบบอาควาโปนิกส์  โดยได้มีการจัดทำโครงการนำร่องในพื้นที่ลุ่มน้ำอิงตอนล่างจากการสนับสนุนของ UNDP โดย MCI จำนวน6 ชุมชน คือ บ้านเกี๋ยง บ้านเวียงหมอก   ต.ห้วยซ้อ  บ้านบุญเรือง ม2  ต.บุญเรือง  บ้านงามเมือง  บ้านป่าบง     บ้านป่าข่า และได้ขยายผลการ ทดลองเพิ่มอีก  ใน 3 ชุมชน 

โดยได้มีการจัดหาถังพลาสติกขนาดความจุ  160-170 ลิตร ที่พอจะเลี้ยงปลาได้ประมาณ 70-80 ตัว หรืออย่างมากที่สุด 100 ตัว เชื่อมต่อด้วยท่อ PVC ทั้ง 3 ถัง  เป็นการเลี้ยงแบบน้ำหมุนวน โดยใช้พลังงานจากการสะท้อนของโซล่าเซลล์ หรือพลังงานแสงอาทิตย์  มีท่อวัดระดับน้ำระหว่างถัง  เพื่อเวลามีการเติมน้ำเปลี่ยนน้ำหรือฝนตก น้ำที่เกินจากขอบถังจะได้ไหลออกไป   โดยฝาด้านบนของถังจะมีการเจาะรูขนาดความกว้างพอดีสำหรับแก้วพลาสติกเจาะรูตรงก้นแก้วเพื่อใช้เพาะกล้าผัก หรือพืชผักสวนครัวที่สามารถนำมาหย่อนไว้ใช้ในการประกอบอาหาร  โดยผักเหล่านี้จะได้ปุ๋ยจากขี้ปลาที่ขับถ่ายในถังทำให้พืชผักที่ได้อาหารสำหรับการเจริญเติบโตเพียงพอและนอกจากนี้น้ำที่ล้นออกจากท่อวัดระดับ  ก็จะไหลเข้าสู่แปลงผักใกล้เคียงได้อีกด้วย  เรียกได้ว่าระบบไม่มีการสูญเปล่าเลย 

               สาเหตุที่ต้องใช้ลักษณะเป็นถัง แยกออกแบบนี้ก็เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ และสามารถจัดสรรให้อยู่ในพื้นที่ ที่เหมาะสมได้ในพื้นที่จำกัด  และดูแลได้ง่ายเหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือชาวบ้านที่ไม่ได้ออกไปทำงานข้างนอกไม่มีพื้นที่ทำกินมากนัก  การเปลี่ยนถ่ายน้ำก็เพียงแค่เติมน้ำในถังแรกที่เหลือก็จะดันน้ำไปในถังต่อๆไป แล้วระบายออก  ระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำขึ้นอยู่กับการควบคุมอาหารปลาของแต่ละบ้าน  ถ้าให้อาหารมากเกินไปปลากินไม่หมดอาหารในถังจะเน่าเสีย ก็อาจจะต้องเปลี่ยนบ่อย อาจจะ 3 วัน 5 วัน  แต่ถ้าบ้านไหน คอยสังเกตและให้อาหารปลาเป็นเวลา  สม่ำเสมอ  ก็ใช้เวลาเป็นเดือนถึงจะเปลี่ยนน้ำ 1 ครั้ง  โดยระบบนี้จะเหมาะสำหรับการเลี้ยงปลาที่ต้องการออกซิเจนต่ำเช่นปลาดุก ปลาหมอ แต่ถ้าเป็นพวกปลานิลก็จะต้องใช้อีกระบบนึงซึ่งต้องหมุนเวียนน้ำตลอดเวลา

               การเพาะเลี้ยงลักษณะนี้เหมาะสำหรับเป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน  โดยเฉพาะตอนนี้ชุมชนประสบปัญหาการหาปลาไม่ได้  และปัญหาของความแห้งแล้งไม่มีน้ำใช้เพียงพอสำหรับเพาะปลูกพืชผัก   แต่ถ้ามีถังเกษตรนี้  จะยังคงมีผักและปลาให้ใช้บริโภคได้ถือเป็นอีกทางเลือกนึงให้กับชุมชน 

               สำหรับในช่วงเวลาที่ได้เริ่มการทดลองมาที่พื้นที่ชุมชนหาดบ้ายใช้เวลามาประมาณ 3 เดือน กว่าๆ ช่วงเวลาที่เริ่มทดลองเลี้ยงปลาที่ผ่านมาในช่วงฤดูหนาวอัตราการรอดอยู่ที่  70-80%  และกินอาหารได้น้อยกว่าปกติ ทำให้โตช้าไปบ้าง  แต่ถือว่ายังได้ผลดี อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ  แต่ก็ต้องคอยศึกษาปัญหาควบคู่ไปกับการพัฒนาต่อไป


การจัดทำโครงการเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆโครงการที่ ทาง  สถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง หรือMCI ร่วมกับสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนถึงมุมมองในการแก้ปัญหาต่างๆ  ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างการพัฒนาฝีมือแรงงาน  การสร้างอาชีพของชุมชนในภาวะที่ไม่สามารถพึ่งพาแหล่งทรัพยากรในแม่น้ำโขงในการดำรงชีพได้อีกเหมือนแต่ก่อน  โดยเฉพาะผู้หญิงในฐานะที่ต้องหาอาหารปลูกผักและทำการเกษตรริมฝั่งโขงกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ที่ต้องแบกรับความเครียดเหล่านี้ไว้

นายสมเกียรติ  เขื่อนเชียงสา  นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ในฐานะภาคีความร่วมมือของโครงการนี้ ได้อธิบายถึงที่มาของการจัดทำโครงการ ว่าทั้งการเพาะเลี้ยงปลาและการแปรรูปปลานั้น  มีที่มาที่ไปจากการเห็นปัญหาของชุมชนลุ่มน้ำโขงที่ประสบปัญหาในด้านการประกอบอาชีพ  การดำรงชีพ ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาแม่น้ำโขงได้ทำให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลง  ทำลายเศรษฐกิจพื้นฐานและวิถีชีวิตที่เคยพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในแม่น้ำโขง  นอกเหนือไปจากนี้แม่น้ำโขงยังเป็นแม่น้ำสายใหญ่  เป็นแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากแม่น้ำคองโกและแม่น้ำแอมะซอน  เคยเป็นที่หล่อเลี้ยงชุมชนภาคเหนือตอนบนมาอย่างยาวนาน  แต่ตอนนี้กลับไม่มีปลาให้จับ  ความสมดุลของพืชพันธ์และสิ่งมีชีวิตที่เคยอยู่อาศัยสูญหาย  เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤติของโลกในมุมกว้างว่าโลกกำลังจะสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปพร้อมๆกับแม่น้ำสายสำคัญของโลก

 

               ส่วนในมุมมองของการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้  ทำได้เพียงทำอย่างไร  เราถึงจะพึ่งตัวเอง              ให้ได้มากที่สุด  ในด้านของการใช้ชีวิตการดำรงชีวิตต่อไป  แต่ในส่วนของภาพมุมกว้างในแม่น้ำสายหลักในเรื่องการ     จะไปยับยั้งในส่วนของการสร้างเขื่อนของจีน  นั้นเป็นไปได้ยาก  แต่ถ้าเป็นส่วนของแม่น้ำสาขาของเราเช่น แม่น้ำอิง แม่น้ำกก  ก็มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะพอทำได้ในบางจุด   เช่นการดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่       ดูแลแหล่งที่อยู่อาศัยแหล่งเพาะพันธ์ปลาโดยธรรมชาติในพื้นที่ป่าชุ่มน้ำหรือ Wetland รวมไปถึง  ห้วย  หนอง  คลองบึงต่างๆ  เหล่านี้

               และอีกประการนึงที่สำคัญไม่แพ้กัน  คือในเรื่องของการปรับตัวให้อยู่รอด  หรือการพึ่งตัวเองที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น  ว่าจะทำยังไงชุมชนถึงจะอยู่รอดได้  ในภาวะการณ์ที่เป็นแบบนี้  เช่นการปรับตัวโดยไปทำอาชีพอื่นได้หรือไม่  แต่ว่าควรจะต้องปรับแบบไหนถึงจะอยู่ให้ได้  กับแม่น้ำที่ระบบนิเวศน์ไม่สามารถพึ่งพาได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว  แนวคิดของการพึ่งตนเองที่ได้วางแผนไว้นอกจากการเลี้ยงปลาปลูกผักในระบบอาควาโปนิกส์  ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจ  จำพวกปลาหมอ ปลาดุกแล้ว   ยังมีแผนที่จะพยายามให้มีการเพาะพันธ์ปลาที่เป็นปลาท้องถิ่นจำพวก  ปลากด ปลาเพี้ยะ  ปลาคัง  ปลาค้าว ซึ่งจุดนี้เป็นภาพสะท้อนของชาวบ้านในชุมชนที่ยังคิดถึงปลาในแม่น้ำโขงและได้เสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา  ทำให้ต้องกลับไปค้นคว้าหาข้อมูลหาความรู้วิธีการเพาะเลี้ยงก่อน  ซึ่งในเชิงวิชาการก็อาจสามารถทำได้  และหวังว่าในอนาคตจะได้ทำโครงการวิจัยเชิงวิชาการในเรื่องของการทดลองเพาะเลี้ยงพันธ์ปลาท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย

สิ่งที่เราเห็นได้ชัดจากการจัดทำโครงการนี้คือภาพสะท้อนของความล้มเหลว  ในการพัฒนาลุ่มน้ำโขงในเชิงนิเวศน์วิทยาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน  ทั้งวิถีชีวิตของชุมชนเอง  รวมไปถึงการดำรงอยู่ของพันธ์ปลาท้องถิ่น  ทรัพยากรพื้นฐานในแม่น้ำโขง   ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกันโดยทั้งหมดได้ถูกทำลายลงอย่างช้าๆ   จากที่แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับ 3 โลก  แต่ปัจจุบันกลับใช้ประโยชน์ใดแทบจะไม่ได้เลย ระบบน้ำขึ้นน้ำลงไม่แน่นอน   เกิดประกฎการณ์น้ำท่วมในหน้าแล้งแห้งในหน้าฝน   เราจะทำอย่างไรถึงจะยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาวการณ์เช่นนี้  โดยเฉพาะชุมชนลุ่มน้ำโขงโดยทั้งหมด  ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ  เราจะรับมือยังไงกับปัญหาที่เกิดขึ้น  หรือจะมีกลไกใดที่พอจะเข้ามาแก้ไขและฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรเหล่านี้  ให้ดำรงคงอยู่ต่อไปได้ชั่วลูกหลาน           นี่ยังเป็นคำถามที่ยังคงต้องรอคำตอบต่อไป


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน