นายอำเภอปากพนังรุดรับฟังปัญหาความเดือนร้อนชาวประมงพื้นบ้านปากพนังหลังเปิดประตูระบายน้ำ ฯ

8 มี.ค. 2565


               นายอำเภอปากพนังรุดรับฟังปัญหาความเดือนร้อนชาวประมงพื้นบ้านปากพนังหลังเปิดประตูระบายน้ำ ฯ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง ฯ-นายก ฯประมงพื้นบ้านแฉแหลกเบื้องหลังปัญหาทั้งหมด ในขณะที่ทาง กมธ.ปปช.สภาผู้แทนราษฏรจ่อลงพื้นที่ก่อนสรุปผลการสอบตามที่ชาวประมงพื้นบ้านร้องเรียนต่อไป

               ( 8 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายธีระพงษ์ ช่วยชู นายอำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้นำคณะหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเดินทางไปเยี่ยม รับฟังปัญหาประมงพื้นบ้านชุมชนบ้านท้องโกงกาง หมู่ 4 ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช  หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำจากประตูอุทกวิภาชประสิทธิ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง วัชพืชต่าง ๆ เช่น ผักตบชวา และมลพิษที่สะสมหมักหมมอยู่เหนือประตูระยบายน้ำ ลงมาในแม่น้ำปากพนังและอ่าวปากพนัง ทำให้สัตว์น้ำที่อยู่อาศัยความเค็มสูงต้องถอยหนีออกจากแม่น้ำปากพนังและบริเวณปากอ่าวออกไปสู่พื้นที่มีความเค็มเหมาะสมห่างไปหลายกิโลเมตร ซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่ที่ชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เรือหางยาวขนาดเล็กจะตามออกไปทำประมงได้  ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านอย่างหนักต่อเนื่องมาหลายสิบปี  โดยไม่มีหน่วยงานใดสนใจที่จะแก้ไขปัญหา โดยมีนายมาโนช ดวงดี นายกสมาคมประมงพื้นบ้านปากพนัง และสมาชิกให้การต้อนรับ พร้อมให้รายละเอียดของปัญหา     

        




นายมาโนช ดวงดี  กล่าวว่า ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. ของทุกปีเป็นช่วงมรสุมที่เกิดในตกหนักและเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างหนัก ทางโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง จะเปิดประตูระบยายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ เพื่อระบายน้ำลงอ่าวไทยทางแม่น้ำปากพพนัง พร้อมปล่อยวัชพืชต่าง ๆ เช่น ผักตบชวา และมลพิษที่สะสมหมักหมมอยู่เหนือประตูระบายน้ำ ลงมาในแม่น้ำปากพนังและอ่าวปากพนัง ทำให้สัตว์น้ำหลายชนิดที่อยู่อาศัยความเค็มสูงต้องถอยหนีออกจากแม่น้ำปากพนังและบริเวณปากอ่าวออกไปสู่พื้นที่มีความเค็มเหมาะสมห่างไปหลายกิโลเมตร ในแม่น้ำปากพนังและอ่าวปากพนังจะเหลือแต่สัตว์น้ำบางชนิดที่ชอบความเปลี่ยนแปลงของน้ำเช่นปลากะพงขาวและปลากระบอกดำยังมีอยู่ให้จับตามปกติ ชาวประมงที่มีเรือขนาดเล็กก็ต้องลำบากเนื่องจากจะออกไปทำประมงไกลจากปากแม่น้ำไม่ได้และบางคนต้องออกเรือคนเดียวหรือไม่ก็พาลูกพาเมียออกไปในการทำประมงจับกุ้งหางแดง ปลาซา และอีกหลายชนิดที่เข้ามากำบังคลื่นลม ในช่วงนี้การทำประมงพื้นบ้านจึงจับปลาหรือสัตว์น้ำได้น้อยลงกว่าปกติ 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะปลาและสัตว์น้ำเป้าหมายว่ายหนีต้องหนีออกไปจากพื้นที่อ่าวปากพนังหรือไกลจากฝั่ง  ทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย กว่าปลาและสัตว์นำจะว่ายกลับมาอาศัยตามปกติต้องใช้เวลา 1-2  เดือน

               “ที่บ้านมาตนและชาวประมงพื้นบ้านที่มีฐานะยากจน หาเช้ากินค่ำ คงไม่มีสิทธิ์มีเสียงเรียกร้องขอความชอบธรรมจากหน่วยงานภาครัฐเหมือนกับอาชีพอื่น ๆ เขา ชาวสวนยาง นาข้าว สวนปาล์มน้ำมันหรือพืชผลทางการเกษตรอื่น รวมทั้งกลุ่มแต่เลี้ยงกุ้งปูหอยปูปลา หากได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะได้รับการเยียวยาทั้งหมด แต่กรณีชาวประมงพื้นบ้านกลับไม่มีสิทธิ์มีเสียงเรียกร้อง ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเยียวยา อีกทั้งชาวประมงพื้นบ้านถูกโยนบาปว่าเป็นพวกทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายระบบนิเวศถูกหน่วยงานภาครัฐกวดขันไล่ล่าจับกุมอย่างไร้เมตตาดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง ระบุในสำนวนที่ส่งฟ้องศาลว่าเป็นพวกที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศเป็นเหมือนอาชญากรข้ามชาติ”


              


นายมาโนช ดวงดี กล่าวอีกว่า ตนได้ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในเรื่องนี้มาโดยตลอด พยายามเรียกร้องโดยสะท้อนปัญหา อุปสรรคที่แท้จริงให้ทราบเพื่อให้หน่วยงานรัฐแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องตรงจุด แต่ไม่เคยๆได้รับความสนใจ เหลียวแล ในทางตรงข้ามกลับแก้ไขปัญหาแบบผักชีโรยหน้า หมักหมมปัญหาซุกไว้ใต้พรมมาโดยตลอด ตนขอยืนยันกับนายอำเภอปากพนังคนใหม่ เหมือนกับที่เคยรายงานให้กับหัวหน้าส่วนราชการจนถึงไปถึงระดับรัฐมนตรีและถวายฎีกาขอความช่วยเหลือขากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้หทราบว่าปัญหาที่แท้จริงของการทำลายระบบนิเวศชายฝั่งนครศรีธรรมราชคือการปล่อยให้นายทุนลักลอบทำประมงผิดกฎหมายโดยไม่มีการจับกุม เพราะมีหน่วยงานภาครัฐบางหน่วยงานมีผลประโยชน์ร่วมอยู่เบื้องหลัง ไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมาย เล่นพรรค เล่นพวกหาผลประโยชน์ทุกรูปแบบโดยใช้อำนาจรัฐ แอบอ้างโครงการรัฐบังหน้ามาตลอด  เอื้อประโยชน์ให้นายทุนทำคอกเลี้ยงหอย ปักปันแนวเขตนับพันนับหมื่นไร่อ้างเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำและอีกมากมายหลายโครงการ  เรื่องทั้งหมดตนได้ร้องเรียนถึงกรรมาธิการ ปปช.สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาระยะหนึ่งแล้ว จนล่าสุดหัวหน้าส่วนราชการที่เสนอโครงการบังหน้าหาผลประโยชน์จากงบประมาณภาษีประชาชน ต้องประกาศยกเลิกโครงการอย่างกะทันหันเพราะเกรงกลัวความผิด

               “โดยปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมง คือการเปิดประตูอุทกวิภาชประสิทธิ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง เปิดประตูระบายน้ำทุกครั้งจะส่งผลกระทบกับการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ตามปกติจะเปิดประตูระบายน้ำปีละ 1 ครั้งโดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการที่ตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำอยู่ด้วย ซึ่งในช่วงมรสุมระหว่างเดือน พ.ย.- ธ.ค.2564 ที่ผ่านมาก็เปิดประตูระบายน้ำส่งผลกระทบอย่างหนักมาแล้ว แต่มาถึงช่วงต้นเดือน มี.ค. 2565 มีฝนตกลงแค่น้ำเหนือประตูระยายน้ำเพิ่มขึ้น 10 ซ.ม.ก็เปิดประตูระบายน้ำ ฯอีกครั้ง ทั้งที่ตนและมติที่ประชุมคณะกรรมการ ฯ สรุปว่าจะไม่มีการเปิดประตูระบายน้ำ ฯอีก แต่หลังการประชุมลงมติวันเดียว ผู้มีอำนาจกลับสั่งการให้เปิดประตูระบายน้ำพร้อมปล่อยผักตบชวาและวัชพืชและมลพิษต่าง ๆ ที่หมักหมมเหนือประตูระบายน้ำลงมา สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับดังกล่าว ตนอยากให้นายอำเภอและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ทำแบบผักชีโรยหน้า บ่ายเบี่ยง ปกปิดข้อเท็จจริงเหมือนที่ผ่าน  ๆมา ”

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายธีระพงศ์ ช่วยชู ซึ่งเพิ่งเดินทางมารับตำแหน่งนายอำเภอปากพนังเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2565 ที่ผ่านมายังไม่ถึง 1 เดือน  และหัวหน้าส่วนราชการได้จดบันทึกรายละเอยดข้อมูลต่าง ๆ ที่นายมาโนช และชาวบ้านนายงานชี้แจงให้ทราบ เพื่อเป็นข้อมูลในการหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ตรงจุดและเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเสนอรายงวานให้ผู้บังคับบัญชาทราบต่อไป โดยทราบว่าทางคณะกรรมาธิการ ปปช.สภาผู้แทนราษฏรจะเดินทางลงพื้นที่จริงในวันที่ 20-21 มี.ค.นี้ ก่อนสรุปการสอบสวนตามที่นายมาโนช ดวงดี และชาวประมงพื้นบ้านร้องเรียนปัญหาการทำประมงพื้นบ้านอ่าวปากพนังและแนวชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างเป็นทางการต่อไป .

ไพฑูรย์ อินทศิลา /ข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช

             




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน









ข่าวที่เกี่ยวข้อง