สมาคมผู้ค้าหมูภาคใต้ประชุมเครียดนาน 3 ชม.ยอมรับ โรค ASF ระบาดตั้งแต่ปี 62 จนหมูหายจากระบบหลายล้าน

10 ม.ค. 2565


               สมาคมผู้ค้าหมูภาคใต้ประชุมเครียดนาน 3 ชม.ยอมรับโรค ASF ระบาดตั้งแต่ปี 62 ทำให้หมูหายจากระบบหลายล้านตัว /หาทางออกราคาหมูสูง ช่วยเหลือเกษตรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยฟื้นกลับมา

               เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 10 ม.ค.65 ที่ห้องประชุมออร์เดย์ ชั้น 1 โรงแรมสการ์เลท อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้มีการประชุมนอกรอบสมาชิกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้และสมาคมผู้เลี้ยงสุกร จ.นครศรีธรรมราช เพื่อหาทางออกปัญหาราคาสุกรแพงในช่วงนี้ โดยมีนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ,นายปรีชา  กิจถาวร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ และนายโสภณ พรหมแก้ว นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร จ.นครศรีธรรมราช รวมทั้งปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยมีการปิดห้องประชุมหารือเป็นความส่วนตัวเกือบนาน 3 ชั่วโมง              

 




หลังประชุมเสร็จนายปรีชา   ถาวรกิจ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ กล่าวภายหลังประชุมการประชุมในวันนี้ ทางสมาคมเองก็มีข้อสรุปว่าทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ ได้มาประชุมสัญจรกันที่ จ.นครศรีธรรมราช ประเด็นสำคัญก็คือเรามีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรทั้งรายใหญ่ รายกลางและรายเล็กว่าเราเจอปัญหาหลายๆด้านทั้งโรครุนแรงและต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ปัญหาเหล่านี้เราก็พยายามจะร่วมมือกันแก้ไข เพราะว่าเรามีความพร้อมในระดับหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหา เราเจอปัญหาโรคที่คิดว่าอาจจะหนักหนาแต่ว่าก็จะพยายามร่วมมือกันและแก้ไขให้ผ่านลุล่วงไปด้วยดี และจะไม่กระทบกระเทือนกับผู้บริโภค เพราะถือว่าผู้บริโภคถือว่าเป็นผู้มีอุปการะ ภาคใต้เรามีเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสุกรเดิม2หมื่นราย ตอนหลังล้มหายตายจากไปพอสมควร ผมเชื่อว่าเกษตรกรในภาคใต้ยังมีความต้องการที่จะกลับมา หวังว่าภาครัฐจะรับฟังข้อเสนอของสมาคมและเข้ามาสนับสนุนเงินเซอร์ชาร์ทบางส่วนเพื่อที่จะมาเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้กลับเข้ามาในระบบต่อไป

               ด้านนายโสภณ พรหมแก้ว นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ส่วนปัญหาหมูที่หายไป50เปอร์เซ็นต์ทั้งแม่พันธุ์และลูกสุกร มันจะต้องใช้ห้วงระยะเวลาหนึ่งที่กลับฟื้นคืนมาให้ปกติ เพราะเราต้องยอมรับนะครับว่าใน2-3ปีที่ผ่านมากำลังการผลิตมันถดถอยเพราะว่าแม่สุกรได้รับความเสียหายมาก เพราะฉะนั้นลูกสุกรก็เสียหายไปจากระบบการผลิต จึงทำให้การผลิตสุกรขนาดนี้มันมีปริมาณจำนวนน้อย ไม่พอเพียงในการที่จะส่งเข้าตลาด จึงทำให้ราคาสูงขึ้น   

           


“นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้พูดในที่ประชุมว่าไม่ใช่เฉพาะภาคใต้มันเป็นทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นในภาคใต้จากที่ประชุมกัน คณะกรรมการทุกคนเราก็กำหนดกันว่า เราจะไม่ขึ้นราคาหมูเป็นไม่เกิน110 บาท เราต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร และผู้บริโภคจะเดือดร้อนไปมากกว่านี้ เพราะไม่อยากเป็นโจทก์ของสังคมว่าเมื่อสุกรมีชีวิตมีราคาสูงเดี่ยวไข่ตามมาเดี่ยวไก่ตามมาเพราะมาจากสาเหตุสุกรมีราคาสูงขึ้น นี่คือปัจจัยหลักที่เราคุยกัน

               ปัจจัยที่ 2 คือเรื่องของโรคระบาด นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดว่าเราต้องยอมรับว่าพี่น้องเกษตรกรรายย่อยที่ผ่านมาได้รับความเสียหายมากมาย บางเล้าต้องเลิกเลี้ยงไก่ ฉะนั้นทำให้สุกรในวงจรการผลิต พี่น้องเกษตรกรรายย่อยมันหายไป ยกตัวอย่างในจ.นครศรีธรรมราช มันหายไปถึง50เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องยอมรับว่าเมื่อมีน้อย ราคาจึงสูงขึ้น ฉะนั้นในภาพรวมของการประชุมวันนี้เราต้องการให้พี่น้องเกษตรกรกลับมาใช้ชีวิตเป็นการเกษตรกรเลี้ยงสุกรต่อไป เราจะร่วมกันทำยังไงต่อไป สำหรับระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ปัญหานี้เราคาดการณ์ว่าหลังจากแม่สุกรกลับมาฟื้นฟูใหม่และอีกอย่างหนึ่ง กว่าที่เราจะผสมได้ลูกมาขุนมันต้องใช้เวลา หากภาครัฐจำเป็นต้องนำหมูจากต่างประเทศเข้ามา ภาครัฐก็ต้องจ่ายเงินเยียวยาหรือสนับสนุนผู้เลี้ยงรายย่อยให้กลับเข้ามา ภาคใต้มีเกษตรกรเดิมถึง 20,000 ราย ซึ่งหายไปพอสมควร ตนเชื่อว่าเกษตรกรภาคใต้อยากกลับมา หวังว่าภาครัฐควรรับฟังประเด็นที่นำเสนอไป นายโสภณ กล่าว

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้มีการพูดถึงเรื่องปัญหาโรคระบาด เอเอสเอฟ ซึ่งผู้เลี้ยงประสบมาตั้งแต่เดือนเมษายน 62 ทำให้แม่สุกรหายไปจากวงจรจาก 1,100,000 ตัว เหลือ 500,000 ตัว ลูกสุกร 28 ล้านตัว เหลือ 12-13 ล้านตัว ซึ่งโอกาสที่หมูในประเทศ.

 

ไพฑูรย์ อินทศิลา /ข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช

                  




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน