ผู้กำกับ สภ.บางแก้ว ชี้แจ้งไม่ใช้จับเอาผลงาน เผยทำผิด พรก.ฉุกเฉินจริง

23 เม.ย. 2563


จากกรณีที่ผู้ใช้เฟสบุ๊กชื่อ Ploichanok Sirowet ได้นำเรื่องราวมาเผยแพร่ พร้อมระบุข้อความว่า อยากขอความเป็นธรรมและความชัดเจนค่ะโลกโซเชียลมีการแชร์คลิปเหตุการณ์ซึ่งมีการระบุอ้างว่า ตำรวจฉีกเอกสารหนังสือรับรองในการเดินทาง ช่วงเคอร์ฟิวและจับกุมคนงานเทปูนทั้งหมด 15 คน ติดติดคุกดำเนินคดีในข้อหา ฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน โดยคลิปบางช่วง มีการระบุว่า ทำแบบนี้ถูกมั้ย เรามีเอกสารถูกต้อง ดูสภาพคนที่เค้าจับเข้าคุกเพื่อที่จะเอาผลงาน เราเอาเอกสารมาให้ตำรวจ แล้วตำรวจก็ฉีกทิ้งลงถังขยะ แล้วบอกว่าลูกน้องไม่มีเอกสาร ทีแรกจะเอาเอกสารมาจะให้ร้อยเวร แต่ร้อยเวรก็ไม่ได้รับเอกสาร เพราะว่ามีตำรวจบางคนฉีกแล้วเอามาทิ้งไป

คนงานบริษัทถูกจับติดคุกตอนห้าทุ่มเมื่อคืนนี้ ว่าผ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ทางเราได้ทำเอกสารจากต้นสังกัด ว่าได้รับการอนุญาตขอทำงานล่วงเวลา และเดินทางกลับที่พัก พนักงานเป็นกรรมกรเทคอนกรีต ต้องทำงานต่อเนื่องจนกว่าจะแล้วเสร็จ ก่อนหน้านี้เราก็ได้เอาเอกสารให้ตำรวจอ่านว่าเอกสารที่ทำมีปัญหามั้ย ใช้ได้หรือไม่ เมื่องานแล้วเสร็จพนักงานจะได้เดินทางกลับที่พักอย่างไม่มีปัญหา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยืนยันว่าใช้ได้ แต่พอถึงเวลา พนักงานจึงขับรถผ่านด่าน กับโดนจับ แจ้งว่าเอกสารไม่สมบูรณ์ แล้วความสมบูรณ์ ความถูกต้องชัดเจน เราจะหาได้จากที่ไหนคะ เดินทางผ่านทุกวันรู้อยู่แล้วว่ามีการตั้งด่าน ถ้าเราไม่ได้รับการยืนยันว่าเอกสารเราใช้ได้ จะมีใครหน้าไหนกล้าขับรถเพื่อไปให้โดนจับ สงสารพนักงานทุกคนมาก เนื้อตัวมอมแมม เปื้อนปูนเต็มไปหมด นั่งร้องไห้ระงมในห้องขัง ทุกวันนี้ก้อเดือดร้อนกันมากพอแล้ว กว่าจะทำงานทำมาหากินกันได้ ยังต้องมาเจอเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจอีก อยากขอความเป็นธรรมจริงๆคะ




ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นของวันนี้ที่ 22 เมษายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสาทพร  ศรีสุโข ผกก.สภ.บางแก้ว สมุทรปราการ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกิดขึ้น  พ.ต.อ.ประสาทพร   ได้พาสื่อมวลชนไปดูยังจุดที่เกิดเหตุบริเวณโต๊ะทำงานของสิบเวร ที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่หน้าห้องควบคุม พร้อมชี้แจ้งว่า  เอกสารที่ถูกฉีกมันไม่ใช่เอกสารอะไร มันเป็นเอกสารรายชื่อของคนงานของเขาและเป็นเอกสารที่เหมือนกันเขาถ่ายเอกสารมาทั้งหมด 15 ใบ และวางทิ้งไว้ที่โต๊ะสิบเวรที่พึ่งมารับเวรใหม่ เขาก็เลยคิดว่าเป็นกระดาษที่ไม่ได้ใช้ มาวางเอาไว้ก็เลยฉีกและเอาไปทิ้ง มันไม่ได้ฉีดทิ้งในขณะที่เกิดเหตุ หรือโต้เถียงกันเอาหลักฐานเอาอะไรมาแสดง และไม่รับฟังมันไม่ใช่ ซึ่งขณะจับกุมเขาทำความผิดฐานฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลาห้าม


ซึ่งในข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 3ที่ได้กำหนดไว้สำหรับผู้ที่ได้รับการยกเว้น มีอยู่ด้วยกัน 7 ข้อ แต่ที่เน้น ๆ มีด้วยกัน 6 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 การปฎิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของตำรวจ ทหารหรือพลเรือน ซึ่งอยู่ระหว่างการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอื่น กลุ่มที่ 2 คือการสาธารณะสุข ได้แก่ผู้ป่วย ผู้มีความจำเป็นต้องพบแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติงาน  กลุ่มที่ 3 พวกกลุ่มขนส่งสินค้า พวกส่งอาหารส่งยาส่งเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร น้ำมันเชื้อเพลิง ไปรษณียภัณฑ์พัสดุภัณฑ์ หนังสือพิมพ์ หรือสินค้านำเข้าส่งออก  กลุ่มที่ 4 กลุ่มขนส่งหรือขนย้ายประชาชน เพื่อนำคนไปกักตัวสังเกตอาการเฝ้าระวังโรค และผู้ที่เดินทางยังท่าอากาศยานก็ได้รับการยกเว้น ส่วนกลุ่มที่ 5 การบริการอำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่ทำงานทางด้านพลังงานเชื้อเพลิง ก็ได้รับการยกเว้น ร่วมทั้งผู้บริการทางอาหาร และเก็บขยะมูลฝอย และหน่วยซ้อมแซมโครงข่ายโทรคมนาคม ผู้บริการธนาคาร ประกันภัย กู้ภัย หรือผู้ต้องดำเนินการด้านอุบัติเหตุ กลุ่มที่ 6 การประกอบอาชีพจำเป็นต้องกระทำภายในช่วงเวลาพิเศษ ผู้เข้าออกเวรยาม ออกกะ หรือการทำงานตามผัดเวลาที่กำหนดไว้ตามปกติของทางราชการ เอกชน โรงงาน หรือการดูแลรักษาความปลอดภัย ผู้ประกอบการประมง กรีดยาง การตรวจรักษาสัตว์  ส่วนกลุ่มที่ 7 ซึ่งมีการระบุว่าเหตุจำเป็นอื่น ๆ อะไรก็ได้ที่เป็นเหตุจำเป็น แต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะรายจากพนักงาเจ้าหน้าที่ เป็นผู้พิจารณาว่า อันนี้เป็นเหตุจำเป็นที่ไม่ได้ระบุในข้อ 1 ถึง 6 เราก็เอาหลักฐานไป บอกเหตุผลให้ฟัง ถ้าได้รับอนุญาต เขาก็ออกใบอนุญาตให้ ก็สามารถเดินทางในเวลาเคอร์ฟิวได้ โดยการแสดงบัตรประจำตัวและเอกสารรับรองความจำเป็น พนักงานต้องมีหนังสือรับรองจากต้นสังกัดและหนังสือรับรองจากผู้ที่ได้รับการแต่งตั่งจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเพื่ออนุญาต ถึงจะออกนอกเคหะสถานในเวลาห้ามได้

ซึ่งพวกเขาไม่มี แต่เขาอ้างว่าได้รับอนุญาตมา ให้ดูพบว่าเป็นเพียงหนังสือแจ้ง ที่แจ้งไปตามสถานีต่าง ๆ ว่า ว่าบุคคลพวกนี้เป็นพนักงานที่มาทำงานให้กับโครงการชิโนทัย มีความจำเป็นจะต้องทำงานในช่วงเวลาห้าม โดยไม่มีการระบุชื่อ ซึ่งมันเป็นเพียงเอกสารของฝ่ายบริษัทแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ และยังไม่มีหนังสือจากเจ้าหน้าที่อนุญาตแต่อย่างใด เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้ แต่เขาเอาอันนี้มาอ้างกับตำรวจที่จับกุมว่าเขาได้รับอนุญาตตามเอกสารนี้ ซึ่งเราก็อธิบายแล้วว่าเอกสารนี้ไม่ใช้เอกสารอนุญาตเพราะว่าเอกชนจะอนุญาตไม่ได้ เอกชนต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจในการอนุญาตได้ และต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะมีสิทธิ์ออก ขั้นตอนมันต้องเป็นแบบนี้ แต่เขาเข้าใจว่าเขามีหนังสือจากบริษัทแล้วเขาสามารถออกได้ซึ่งเขาเข้าใจแบบนั้น

 

สุธินันท์ คงสินธ์ / สุรศักดิ์ คงสินธ์ / ธนวัต นาคขำ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.สมุทรปราการ  




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน