อัสสัมชัญศรีราชา...ยืนมาตรฐาน ให้นักเรียน สอบออนไลน์ เป็นแห่งแรก

24 ก.ย. 2564


ในภาวะมหันตภัยโควิดฯ เช่นนี้ ทุกธุรกิจ ทุกกิจการ ภาคเอกชน ต่างประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ สถานะการเงินฝืดเคือง ง่อนแง่น ประคองตัวกันแทบไม่ไหว 

โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย สถานศึกษาเอกชน หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน และถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนที่รับ “นักเรียนประจำ” กินอยู่หลับนอนที่โรงเรียน ภาระที่รับต้องเพิ่มอีกเท่าตัว ทั้งเงินเดือน ครู บุคลากรทางการศึกษา รวมไปถึงพนักงานแผนกต่างๆ ที่ทางโรงเรียนยังต้องจ้าง ยังต้องดูแล จ่ายเงินเดือนเต็มเหมือนเดิม เพราะโรงเรียนไม่ได้ปิดยังเปิดการเรียนการสอนออนไลน์

ขณะที่โรงเรียนมีรายรับแค่ค่าเทอม ค่าบำรุงการศึกษา จากผู้ปกครอง เท่านั้น ในสภาพที่รายรับหายไปเช่นนี้ สถานภาพของโรงเรียนเอกชนทุกแห่ง ถือว่าหมิ่นเหม่ ง่อนแง่น พอสมควร ในส่วนของผู้บริหารโรงเรียนเองก็ต้องทำงานหนักหน่วงขึ้น เพื่อบริหารจัดการทุกอย่างให้ลงตัว ประคับประคององค์กรไปให้ตลอดรอดฝั่ง

“โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา เราเป็นโรงเรียนประจำ มีนักเรียนประจำเกือบพันคน ผลกระทบจากโควิดฯ ทำให้รายรับที่มาจากค่าเทอม และค่าบำรุงการศึกษา ค่าบำรุงจากนักเรียนประจำ หายไปร่วม 80 เปอร์เซ็นต์ เราไม่ได้ปิดโรงเรียน ยังเปิดสอน แม้จะเป็นการเรียนออนไลน์ ก็ต้องจ่ายเงินเดือนครูตามปกติ เช่นกันกับพนักงาน บุคลากรต่างๆ ยังต้องจ้าง ยังต้องทำงาน สถานที่ก็ต้องมีการดูแลรักษา ซ่อมบำรุง ค่าใช้จ่ายยังเท่าเดิม” 

ภราดา ดร.วีรยุทธ บุญพราหมณ์ หรือ “บราเดอร์หนุ่ย” ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ดีกรีปริญญาโทบริหารการศึกษา ปริญญาเอกดุษดีบัณฑิตผู้นำทางการศึกษา กล่าวกับ “ทางผู้สื่อข่าว” ภายในห้องทำงานสำนักผู้อำนวยการ อาคารศักดา กิจเจริญ ในบรรยากาศวันที่โรงเรียนเปิด หากแต่ไม่มีนักเรียน

 

ภราดา ดร.วีรยุทธ กล่าวต่อไปว่า แม้นักเรียนไม่ได้มาอยู่ที่โรงเรียน ค่าน้ำ ค่าไฟ จะลดลงไป แต่ยังต้องจ่ายในอัตราที่สูงอยู่ ตอนเปิดเรียนปกติเดือนนึงร่วมสองล้านบาท พอช่วงไม่มีเด็กประจำพัก ยังต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟเดือนละ 9 แสนกว่าบาท เพราะการไฟฟ้าฯ คิดราคาอัตราเท่ากับโรงงานอุตสาหกรรม เก็บในอัตราก้าวหน้า แม้จะมีการปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าภายในโรงเรียนทั้งหมด แต่ยังต้องจ่ายสูงอยู่ เพราะเขาคิดราคาแบบนั้น

“สำหรับการลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ปกครองท่ามกลางวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นั้น โรงเรียนได้พิจารณาให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมการเรียนตามสัดส่วนที่เป็นจริง รายการใดที่ไม่ได้นำมาจัดการเรียนการสอนจะคืนให้แก่ผู้ปกครอง ในส่วนค่าใช้จ่ายของนักเรียนประจำมีเพียงค่าดูแลบำรุงรักษาที่พักส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่โรงเรียนเก็บไว้เพื่อเป็นการดูแลรักษาให้สถานที่ ครุภัณฑ์ต่างๆ คงสภาพเดิม ไม่ให้เกิดความเสื่อมโทรม เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ตลอด หากสามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ” ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา อธิบาย

พร้อมกล่าวต่อว่า เจตนารมย์ของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย คือการให้โอกาสและพัฒนาด้านการศึกษาให้กับเยาวชนไทย โดยไม่มุ่งแสวงหาผลกำไร รายได้จากค่าเทอม ค่าบำรุงการศึกษา ค่าบำรุงที่เก็บจากนักเรียนประจำ ก็นำมาบริหารจัดการด้านการเรียนการสอน ดูแลนักเรียน รวมทั้งกิจกรรมเสริมต่างๆ  
ถ้าจะถามถึง ผลต่าง ผลกำไร จากค่าเทอม ค่าบำรุงการศึกษา  ภราดา ดร.วีรยุทธ บอกว่า ไม่ได้เล็ดลอดไปไหน ทุกบาททุกสตางค์ถูกนำมาบริหารจัดการพัฒนา ต่อยอดการเรียน การสอน รวมไปถึงพัฒนาอาคาร สถานที่ ให้เด็กมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้มากที่สุด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางการศึกษา เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ รวมถึงบ่มเพาะทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้กับบุตรหลานได้อย่างมีประสิทธิผล ในขณะเดียวกันทางโรงเรียนมีนักเรียนทุนต่างๆ ที่ต้องดูแลกว่าร้อยคน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ในการให้โอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงโดยไม่เลือกเชื้อชาติและฐานะ

ภราดา ดร.วีรยุทธ ยังได้กล่าวถึง รูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ของโรงเรียนว่า เราใช้ทุกช่องทางการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Zoom, Google meet, Line, Facebook ฯลฯ มีการติดต่อสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียนตลอดเวลา ทั้งคอยติดตามผลการเรียน การทำการบ้าน รวมถึงการพูดคุยกับผู้ปกครอง 

“เมื่อเรียนแล้ว ก็ต้องมีการสอบ มีการวัดผลกัน โรงเรียนเราถือเป็นแห่งแรกๆ ที่มีการสอบออนไลน์ มีการทดลองกันไปแล้ว ในการสอบกลางภาคเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  และในการสอบปลายภาคเรียนที่ 1/2564 ต้นเดือนตุลาคมที่จะถึง ก็จะมีการสอบออนไลน์เหมือนเดิม ซึ่งทางคณะครูและศูนย์เทคโนโลยี มีการวางระบบการสอบที่เข้มงวด ป้องกันการทุจริตลอกข้อสอบ นักเรียนจะอยู่ในสายตาตลอดเวลา สามารถประเมินผลได้เช่นเดียวกับการสอบปกติ ขอให้ผู้ปกครองมั่นใจว่าการเรียนการสอนของโรงเรียน ยังได้มาตรฐานเหมือนเดิม”

ภราดา ดร.วีรยุทธ เชื่อว่า หลังจากนี้รูปแบบการศึกษาของประเทศเรา อาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าโควิดฯ จะหมดไปเมื่อไหร่ จะกลับมาเปิดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบอย่างเดิมได้หรือไม่ ซึ่งทางมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ได้มีการปรึกษาหารือ ศึกษา วางแนวทาง กันไว้บ้างแล้ว

กับคำถามสุดท้าย ต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิดฯ อยากให้ภาครัฐช่วยเหลือสถานศึกษาเอกชนอย่างไรบ้าง ภราดา ดร.วีรยุทธ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะช่วยอะไรบ้าง เห็นว่าจะมีการให้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องดี  ในส่วนของโรงเรียนทุกโรงเรียน เบื้องต้นแล้วต้องบริหารจัดการ พึ่งพาตัวเองกันเท่าที่จะทำได้ เพื่อประคับประคองให้อยู่รอด ซึ่งที่จริงแล้วภาครัฐควรมีความชัดเจนว่าจะช่วยเหลือ ลดภาระค่าใช้จ่ายของสถานศึกษาเอกชนอย่างไร  ในสภาพที่รายได้ขาดหายไปเกินกว่าครึ่ง ภาระหนักที่สุดตอนนี้คือเรื่องเงินเดือน โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชามีครูและพนักงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบร่วม 500 คน ถ้าสภาพยังเป็นแบบนี้โดยไม่มีการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สถานศึกษาเอกชนอยู่ไม่ได้ ไปหมดแน่นอน เพราะโรงเรียนเอกชนไม่ได้มีสายป่านยาว  ไม่ได้มีผลกำไรมากมาย

ยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ ที่รัฐน่าจะช่วยได้ทันที ค่าไฟฟ้า ที่เก็บจากโรงเรียนในอัตราก้าวหน้าแบบโรงงานอุตสาหกรรม น่าจะหาทางปรับลดลงมาบ้าง  รวมถึงภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายภาครัฐอื่นๆ ในฐานะที่เป็นสถานศึกษา ไม่ใช่ธุรกิจมุ่งเน้นกำไร

ภาพ/ข่าว ชำนาญ ใจเอื้อ ผู้สื่อข่าวคมชัดลึก ประจำ จ.ชลบุรี



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน