2 ครอบครัว 5 ชีวิต ยากจน “ขอพิสูจน์สิทธิที่ดิน” ร้องจังหวัด-อำเภอ สืบสวนสอบสวน รังวัดที่ดินใหม่

24 ก.ค. 2564

2 ครอบครัว 5 ชีวิต ยากจน “ขอพิสูจน์สิทธิที่ดิน” ร้องจังหวัด-อำเภอ ตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนและออกรังวัดที่ดินใหม่ หลังแพ้คดีจนถูกฟ้องร้องขับไล่ให้ออกจากที่ดินอยู่อาศัยมานานเกือบ 60 ปี อ้างเหตุพบพิรุธการออกโฉนดที่ดินกลืนที่กว่า 50 ตารางวาของพ่อ ไปออกโฉนดรวมเป็นของเพื่อนบ้าน ทำให้ได้รับความเดือดร้อน เรียกหาทนายความเก่งสู้คดี

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 64  ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากนางบัวขาว  บุญสว่าง วัย 72 ปี ชาวอำเภอพิชัย จ.อุตรดิตถ์ว่า ตนพร้อมด้วยน้องชายวัย 55 ปี  2 ครอบครัว รวมกัน 5 ชีวิต อาศัยอยู่บ้านเรือนไม้เก่าตัดแปะ ชั้นเดี่ยวทรุดโทรมมากแล้ว ยกพื้นที่สูงกว่า 1 เมตร เลขที่ 28-28/2 หมู่ 3 ต.บ้านโคน กำลังถูกเพื่อนบ้านขับไล่และให้รื้อถอนบ้านจำนวน 2 หลัง ออกจากที่ดินที่เคยอยู่อาศัยกันมานานเกือบ 60 ปี บนเนื้อที่ดินประ มาณกว่า 50 ตารางวา โดยมีการปักเสาล้อมรั้วบ้านเป็นหลักเขตร่วมกับเจ้าเพื่อนบ้านสมัยคุณพ่อคุณแม่เจ้าของที่ดินใกล้เคียง จากนั้นได้ขอทะเบียนบ้าน ขอเลขที่บ้าน ขอน้ำและขอไฟฟ้าจากการไฟฟ้าใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน กรมที่ดินได้ถ่ายภาพทางอากาศแต่ไม่พบแนวเขตที่ดินของบ้านทำให้เข้าใจว่า ที่ดินที่ปลูกอยู่อาศัยมานั้นเป็นที่ดินหลวง และไม่ได้ถูกหลวงขับไล่ จึงอยู่อาศัยที่ดินแปลงนี้มาโดยตลอด กระทั่งมีการวัดแนวเขตที่ดินใหม่อีกครั้งปรากฏว่าที่ดินที่อาศัยอยู่นั้นกลับกลายไปรวมอยู่ในผืนที่ดินเดียวกันกับของเพื่อนบ้าน จากเดิมในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของเพื่อนบ้านมีเพียงแค่ 2 งาน 36 ตารางวา มีการออกเป็นโฉนดที่ดินและได้รวมเอาเนื้อที่ดินแปลงนี้ผนวกเข้าไปด้วย ทำให้มีเนื้อที่ดินรวมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 3 งาน 51 ตารางวา  

กระทั่ง ในเวลาต่อมามีการนำเอกสารการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อศาล และฟ้องร้องขับไล่จนเป็นเหตุให้ครอบครัวแพ้คดี ทั้งที่ปลูกบ้านและอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวมานานเกือบ 60 ปี ส่งผลทำให้ 2 ครอบครัว รวม 5 ชีวิต ได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่ดินอยู่อาศัย ต้องรื้อถอนบ้านของตัวเองเพื่อไปหาที่ดินอยู่อาศัยแห่งใหม่ ทั้ง 2 ครอบครัวมีฐานะยากจนไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ไหน


นางบัวขาวพร้อมครอบครัว ชี้ให้ดูถึงแนวเขตที่ดินที่มีการล้อมรั้วปักหลักเสาปูนโดยรอบของตัวบ้านว่า ผู้ล้อมรั้วกันอาณาเขตที่ดินผืนนี้เป็นเพื่อนบ้านของคุณพ่อคุณแม่ของผู้ถูกฟ้องตอนยังมีชีวิตอยู่ และเพื่อนบ้านเป็นผู้ล้อมรั้วแนวเขตหรือแบ่งเขตการอยู่อาศัยครอบครองเป็นสัดส่วนให้อย่างชัดเจน อยู่ด้วยกันมาโดยไม่มีเรื่องหรือมีปัญหาขัดแย้งใดๆ ที่ดินที่อาศัยอยู่นั้นอยู่ติดกับถนนสายบ้านโคน-บ้านหาดสายบัว ขณะที่ผู้ฟ้องขับไล่นั้นมีที่ดินติดอยู่ในถนนซอยไม่ติดถนนสายหลัก

นางวาสนา  บุญสว่าง อายุ 48 ปี บุตรสาว ผู้ถูกฟ้องร้องขับไล่และแพ้ในคดี กล่าวว่า พบเอกสารพิรุจน์จากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ครอบครองที่ดินมี 2 งาน 36 ตารางวา แต่มีการออกโฉนดที่ดินเป็น 3 งาน 51 ตารางวา งอกเพิ่มขึ้นมาจำนวน 55 ตารางวา เชื่อว่าเป็นที่ดินของพ่อที่ครอบครองอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งพ่อเข้าใจว่าเป็นที่ดินสาธารณะหรือที่ดินหลวง จึงไม่ได้ยื่นเรื่องขอเอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็นของตนเอง และถูกเบียดบังเอาที่ดินที่ของพ่อที่ครอบครองอยู่ไปออกเป็นโฉนดรวมให้กับผู้อื่น ทำให้ถูกฟ้องขับไล่และแพ้คดีในที่สุด อยากร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์และนายอำเภอพิชัย ให้มีการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จริงและรังวัดที่ดินใหม่อีกครั้งโดยคนกลางเข้ามามีส่วนร่วมตรวสอบข้อเท็จจริง  


นายจีระพงษ์ แป้นเพ็ชร ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรตำบลนาอิน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์นาอินขอให้ช่วยเหลือญาติถูกฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ดินอยู่มานานเกือบ 60 ปี เนื่องจากพบข้อสงสัยการออกโฉนดที่ดิน วิงวอนเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ นายอำเภอพิชัย ทนายความที่เก่ง เข้ามาดูเรื่องที่ดินให้กับ 2 ครอบครัว 5 ชีวิตของนาง พร้อมรื้อคดีใหม่ เพื่อครอบครัวนี้จะได้มีที่อยู่ที่ทำกินต่อไป

ด้าน นายสุรศักดิ์  วงศ์ตั้ง นายอำเภอพิชัย  กล่าวว่า ทราบเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ได้มอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เข้าไปพูดคุยเจรากับทั้ง 2 ฝ่าย ในรูปของคณะกรรมการไกล่เกลี่ยเพื่อหาทางออก หากทางคณะกรรมการหมู่บ้านไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ทางอำเภอก็สามารถเข้าไปดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ โดยมีปลัดอำเภอฝ่ายศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องนี้อยู่ อาจจะต้องเชิญทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาพูดคุยเจราหาทางออกร่วมกัน หรือจำเป็นต้องให้ตนในฐานะนายอำเภอลงไปร่วมเจราพูดคุยด้วยก็ยินดี

สมภพ  สินพิพัฒนฤดี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดอุตรดิตถ์


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน