แม่วัย 97 ปีร่ำไห้ ร้องสื่อขอความเป็นธรรมหลังคดีลูกถูกรถชนไม่คืบ

13 ก.ค. 2564


วันที่  13 กรกฎาคม  2564  ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านเลขที่  403 หมู่ 2   ตำบลโคกม่วง  อำเภอเขาชัยสน  จังหวัดพัทลุง หลังได้รับการร้องเรียนขอความเป็นธรรม คดีอุบัติเหตุรถชน ไม่คืบหน้า  เมื่อผู้สื่อข่าวไปถึงบ้านหลังดังกล่าว ภาพที่เห็น  คือนางชุม   เมืองแก้ว อายุ 97 ปี ถือภาพนายชุลีกร  มากน้อย อายุ  49 ปี บุตรชายซึ่งเกิดอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตร่ำไห้  และมีน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลาที่พูดคุยกับทีมข่าว

นางอณุธิดา  มากน้อย  อายุ  53 ปี  พี่สาวของนายชุลีกร ฯ ผู้เสียชีวิต  บอกว่า น้องชายเกิดอุบัติเหตุขับ จยย. ชนกับคู่กรณีที่เป็น จยย ด้วยกัน  เมื่อวันที่  12 พฤษภาคม  2564 บนถนนสายหลัก กม  42 – น้ำตกไพรวัลย์ หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลโคกม่วง หมู่  9 ตำบลโคกม่วง อ.เขาชัยสน  จังหวัดพัทลุง ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ที่ รพ พัทลุง เมื่อวันที่  17  พฤษภาคม  2564 หลังรักษาตัวได้เพียง  5 วัน  ในขณะที่คู่กรณีสองสามี ภรรยา ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่ บริเวณกระโปรง รถ จยย .ได้รับความเสียหายเท่านั้น

พี่สาวผู้ตาย  บอกด้วยว่า  ในวันทำศพน้องชาย ยอมรับว่าคู่กรณีได้นำข้าวสาร กับสุกร  มาช่วยเหลือในงานศพ และหลังจากนั้นก็เงียบหายไป  ตนจึงเดินทางไป สภ เขาชัยสน เพื่อติดตามเรื่องที่ พนักงานสอบสวน สภ.เขาชัยสน เจ้าของคดี แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า พนักงานสอบสวนอ้างเพียงว่าต้องรอผลการตรวจแฮลกอฮอล์จากทาง รพ ก่อน แต่ก็เงียบหายไปอีก  และก็ไม่เคยเรียกคู่กรณีมาพูดคุยกันแต่อย่างใด ทั้งที่ระยะเวลาล่วงเลยมาประมาณ  2 เดือนแล้ว

 




ทั้งเมื่อตนไปสอบถามหลังสุด เมื่อสัปดาห์ก่อนก็ยังไม่ได้คำตอบ  จึงเกรงว่า จะไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว  เพราะก่อนหน้านี้ ทางตำรวจก็ระบุว่า ลักษณะเกิดเหตุน้องชายตนไม่ได้เป็นคนผิด  ซึ่งพอนานวันเข้า   ทั้งคดีก็ไม่คืบหน้า ตนและครอบครัวจึงไม่มีความมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมในคดีดังกล่าว   เพราะครอบครัวของตนเป็นคนจน ไม่มีเส้นสาย  ทั้งกล้องวงจรปิดที่หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลโคกม่วง ก็มาเจาะจงเสียตรงวันเวลาที่เกิดเหตุ  บวกกับ 1 ใน 2 ของคู่กรณี ทำงานที่ เทศบาลตำบลดังกล่าวด้วย ทางครอบครัวจึงไม่มีความมั่นใจเลย และไม่รู้จะพึ่งใคร จึงตัดสินใจร้องขอความช่วยเหลือมายังสื่อมวลชน พร้อมเตรียมเอกสารทั้งหมด เข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพัทลุง และร้องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย

 


ด้านนางชุม   เมืองแก้ว อายุ  97 ปี ผู้เป็นมารดาบอกว่าลูกชายยังไม่มีครอบครัว อาศัยอยู่ที่บ้าน 2 คนกับตน   หลังเผาศพยังไม่มีการเก็บกระดูกของลูกชาย  จะรอจนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเสียใจมาก ร้องไห้ทุกวันเพราะลูกชายเป็นเสาหลักของครอบครัวรับจ้างทำงานทุกอย่างไม่ว่าใครจะจ้างทำอะไร เพื่อให้มีเงินมาใช้จ่ายในบ้าน เช้าเย็นต้องตักน้ำในโอ่งไว้ให้ตนอาบ  เก็บกวาดบ้าน ล้างจาน หุงข้าว เป็นลูกที่ดี ไม่เคยพูดจาให้ร้ายใคร ๆ แต่อีกฝ่ายกลับไปพูดว่า ลูกชายเป็นคนไม่เต็ม คนไม่บาย  การจากไปของลุกชายนั้น ตนเองยังทำใจให้ยอมรับไม่ได้ คิดถึงลูกชายอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น  ซึ่งเป็นเวลาที่ลูกชายจะอยู่ดูแล  ตนร้องไห้ตลอด    ที่สำคัญเหมือนกับจะไม่ได้รับการดูแลจากฝ่ายคู่กรณี   ทั้งนี้ในความเป็นจริงทุกเรื่องพูดคุยกันได้ แต่กลับไม่มีการพูดคุยกัน

 

นางอณุธิดา ฯ พี่สาวของผู้ตายยังบอกด้วยว่า ตอนนี้ตนไม่มีความเชื่อมั่นในเรื่องคดี ซึ่งในเรื่องนี้ ตนและครอบครัวจะร้องเรียนให้ถึงสุด ทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ตาย  ไม่ใช่ให้น้องชายมาตายเหมือนหมูเหมือนหมา ไม่มีค่าอะไรเลยแบบนี้    ยอมรับว่าตนรู้สึกแย่  เกิดคำถามในใจ  ว่าทำไมคนจนที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีปากมีเสียงเลยหรือ   ช่างแตกต่างกับคนมีเงินและมีเส้นมีสายอย่างสิ้นเชิง  จึงขอ เรียกร้องผ่านสื่อมวลชนเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้เกิดความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าวด้วย

ศิริขวัญ สังข์โอภาส ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พัทลุง

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน