แฉ“ผักชีโรยหน้า-ตบตา-ลวงโลก”รื้อคอกหอยเถื่อนกลางอ่าวปากพนัง-เสาไฟฟ้า,ไม้ไผ่ยังปักเต็มอ่าวยังใช้ประโยชน์พื้นที่ไม่ได้

10 ก.ค. 2564


 แฉผักชีโรยหน้า-ตบตาลวงโลก-รื้อคอกหอยเถื่อนกลางอ่าวปากพนัง-เสาไฟฟ้า,ไม้ไผ่ยังปักเต็มอ่าวประมงพื้นบ้านยังเข้าไปใช้ประโยชน์ไม่ได้-เสี่ยงตายเปิดโปงขบวนการจนถูก จนท.รัฐบางคนไล่ล่าทิ้งกลางทะเลเมื่อเดือน ก.ค. 2561 คดีเงียบฉี่-ในครั้งนี้หากถูกฆ่าตายก็ไม่ยอมก้มหัวให้กับการกระทำผิด ๆ

               จากการณีที่ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช สนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ  ศรชล. เจ้าท่า และตำรวจ สภ.ปากพนัง  ตำรวจน้ำ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้สนธิกำลังกันนำเรือตรวจการณ์ เรือยาง และเรือหางยาวออกทำการรื้อถอนคอกหอยเถื่อนในอ่าวปากพนังอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ท่ามกลางความดีใจของชาวประมงพื้นบ้าน หลังจากที่ชาวประมงพื้นบ้านออกมาเปิดโปงขบวนการของผู้มากบารมีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนอยู่เบื้องหลังทำปักปันฮุบทะเลอ่าวปากพนัง 2 แปลงรวมพท้นที่กว่า 5,000 ไร่ และยังกวดขันจับกุมเครื่องมือประมงผิดกฎหมายนำสัตว์น้ำไปขาย ก่อนนำเครื่องมือประมงของกลางมาให้ลูกหลานหรือพรรคพวกของตัวเองนำไปดักจับสัตว์น้ำแทน ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านสุดทนในพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครประมงบางคน ทำการโพสต์ภาพ/คลิป ข้อความพร้อมไลฟ์สดและร้องเรียนต่อศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช จนกลายเป็นข่าวอย่างครึกโครมกว้างขวาง

               (10 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าว่านายมาโนช ดวงดี นายกสมาคมประมงชายฝั่งปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ผู้ร้องเรียนเปิดโปงคอกหอยเถื่อนอ่าวปากพนัง ได้เดินทางไปสำรวจตรวจสอบพื้นที่คอกหอยเถื่อนหลังเจ้าหน้าที่สนธิกำลังรื้อทิ้งเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ก่อนเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเชิญสื่อมวลชนหลายสำนักเดินทางๆไปดูการสนธิกำลังรื้อถอนคอกหอย และขนำเฝ้าคอกหอยกหลางอ่าวปากพนังเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 โดยสื่อมวลชนออกข่าวกันอย่างครึกโครมเหมือนเป็นการการันตีความโปร่งใส ตรงไปตรงมาของเจ้าหน้าที่ ในขณะที่ระดับสูงในจังหวัดออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการรื้อคอหอยเถื่อนราวกับว่าเป็นผลงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปโดยปริยาย ตนอยากถามว่าตั้งแต่วันที่มีการเริ่มบรรทุกเสาไฟฟ้า ไม้ไผ่นับหมื่นต้นลงไปปักกั้นพื้นที่กลางอ่าวปากพนังทำคอกหอย ชาวบ้านชาวเมืองเขาเห็นกันกันมาตั้งแต่ต้น หน่วยงานของรัฐที่ขับเรือตรวจการณ์ผ่านจนปลายไม้ไผ่จะทิ่มตาบอดกลับไม่เห็นการกระทำผิดปักปันฮุบทะเลแม้แต่น้อย

            




   “จนเมื่อตนไลฟ์สดและร้องเรียนศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช เสนอข่าวเปิดโปงจนเบื้องบนมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่รายงานข้อเท็จจริงและให้สนธิกำลังบูรณาการรื้อถอนคอกหอยเถื่อนทั้งหมดในวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกบางความดีใจของชาวประมงที่จะใช้พื้นที่คอกหอยเถื่อนประกอบอาชีพประมงชายฝั่งกันต่อไป  แต่วันนี้ตนพร้อมชาวประมงขับเรือหางยาวออกไปสำรวจพื้นที่คอกหอยเถื่อนที่ถูกรื้อ พบว่าเป็นแค่ผักชีโรยหน้าขนำก็รื้อโครงสร้างพื้นขนำออก รื้อจากมุ่งหลังคา แต่ไม้และคานยังอยู่โด่เด่ ส่วนไม้ไฝ่ที่ปักปันพื้นที่เป็นแนวกว้าง 2 แปลง รวม 5,000 ไร่ก็รื้ออกเพียงบางส่วนเท่านั้น พื้นที่ปักปันยังเป็นแนวเขตอย่างกว้างขวาง  สรุปการรื้อยังไม่แล้วเสร็จ แต่หน่วยงานทั้งหมดยุติภารกิจการรื้อคอกหอยแล้ว ”

               นายมาโนช กล่าวว่า การรื้อคอกหอยเถื่อนกลางอ่าวปากพนังจึงเป็นเพียงการทำแบบผักชีโรยหน้า ให้สื่อมวลชนได้ถ่ายภาพทำข่าวเท่านั้น เป็นแค่ละครฉากหนึ่งตบตาผู้บังคับบัญชาในส่วนกลางและออกข่าวสร้างผลงานลวงโลกเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติปัญหายังเหมือนเดิมและเพิ่มปัญหามากขึ้นเพราะไม้ไผ่ที่รื้อถอนจำหนวนหนึ่งลอยกระจายเกลือนบริเวนชาวประมงก็ไม่สามารถประกอบอาชีพในพื้นที่ดังกล่าวได้ การขับเรือผ่านก็เป็นๆไปอย่างยากลำบาก ในช่วงมรสุมเสาไฟฟ้าที่ยังปักอยู่ก็เสี่ยงที่ชาวประมงจะขับเรือหนีมรสุมพุ่งจนบาดเจ็บล้มตาย เรือพังเสียหายได้  ตนจึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำการรื้อถอนเสาไฟฟ้า และไม้ไผ่ที่ปักจองแนวเขตออกให้หมด

               “อีกแปลงหนึ่งในชายฝั่ง ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก ที่เป็นโครงการที่หน่วยงานรัฐบาลหน่วยใช้งบประมาณภาษาของประชาชนอ้างว่าทำคอกหอยและพื้นที่บ้านปลาอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำอ้าวปากพนัง ท่ามกลางการคัดค้านของชาวประมงพื้นบ้าน แต่ไม่สามารถต้านทานอำนาจผู้มากบารมีที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือได้ หลังจากดำเนินการแล้วเสร็จเบิกงบประมาณเรียบร้อย พื้นที่ก็ถูกทิ้งไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ ชาวบ้านก็เข้าไปทำผประมงในพื้นที่ไม่ได้ เพราะไม้ไผ่ที่ปักปันแนวเขตหักตรงแนวระดับน้ำเหลือเพียงตอใต้น้ำเต็มไปหมดพื้นที่หลายพันไร่เช่นกัน ใครรับผิดชอบบ้าง”

               


นายมาโนช ดวงดี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในอ่าวปากพนัง ปากนครก็มีอีกหลายโครงการที่หน่วยงานรัฐใช้งบประมาณช่วงหลังการเกิดพายุปาบึกเกือบ 100 ล้านอ้างการอนุรักษ์เช่นกัน จนสนร้างความแตกแยกให้กับประมงชายฝั่งที่เคยมีความรัก ความสามัคคี เกื้อหนุน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กหันมาตั้งแต่บรรพบุรุษในปัจจุบันแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มที่ร่วมกับหน่วยงานรัฐ อีกฝ่ายหนึ่งกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกลุ่มหน่วยงานรัฐ เมื่อเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกลุ่มที่ไม่เหนด้วยจึงถูกกดดันจับกุมดำเนินคดี 3 ข้อหาหนักเกี่ยวกับการทำประมงพาณิชย์ ในพื้นที่หวงห้าม 3,000 เมตร และใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายคือใช้อวนตาถี่กว่า 4 ซ.ม. ทำให้ถูกศาลพิพากษาตัดสินเสียค่าปรับสูงคนละ 120,000-240,000 บาท พร้อมริบเรือ เครื่องยนต์ และเครื่องมือประมง ทั้ง ๆที่ในข้อเท็จจริงควรจะถูกดำเนินคดีแค่การทำประมงโดยการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายข้อเดียวเท่านั้น เท่ากับตัดมือตัดขาชาวประมงพื้นบ้านหมดหนทางหากินได้รับความลำบากเดือดร้อนอยากแสนสาหัสอยู่ในขณะนี้ สวนทางกับแนวทาง “ข้าราชการต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข”ให้กับประชาชน

               “ผมทราบดีว่าการออกมาเปิดโปงขบวนการหาหินกับงบประมาณและทรัพยากรของชาติเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตตัวเองและครอบครัว จนถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐบางหน่วยล่าไล่หวังฆ่าผมและเมียทิ้งกลางทะเล แต่ผมรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเพราะได้รับการช่วยเหลือจาก ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และตำรวจน้ำ เหตุเกิดเมื่อเดือน ก.ค. 2561 แจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ผ่านมา 3 ปีคดีเงียบหาย ในครั้งนี้หลายคนเตือนให้ผมระมัดระวัง แต่ผมกับมียไม่ได้กลัวหากบ้านเมืองไม่มีขื่อแปและผมกับเมียต้องถูกฆ่าทิ้งก็ไม่เสียใจ แต่ผมไม่มีวันที่จะก้มหัวให้กับเจ้าหน้าที่และคนที่กระทำไม่ถูกต้องเด็ดขาด.นายมาโนช กล่าวยืนยัน”.

ไพฑูรย์  อินทศิลา ผํู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช                       




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน