ชาวประมงพื้นบ้านบุกร้องนายก ฯเล็กปากนครช่วยประสานรัฐบาล-หลังโดนจับยัด 3 ข้อหาหนักซ้ำเติมวิกฤติโควิด-19

9 ก.ค. 2564


 ชาวประมงพื้นบ้านบุกร้องนายก ฯเล็กปากนครช่วยประสานรัฐบาล-หลังโดนจับยัด 3 ข้อหาหนัก “ประมงพาณิชยฺ”ซ้ำเติมโควิด-19-เผย รอง ปธ.กมธ.ป.ป.ช.เตรียมลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียน 12 ก.ค.นี้ -นายกเล็กปากนคร เผยเตรียมเสนอจัดตั้ง “สภาอ่าว”แก้ปัญหาประมงพื้นบ้านอย่างถาวร-เผย 22 ก.ค.2564 ส.ประมงจัดเลี้ยงน้ำชาระดมทุนค่าปรับศาล

               เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 9 ก.ค. 2564 ที่บ้านนายสุวิทย์ เกตุแก้ว อายุ 51 ปี และนางละม่อม เกตุแก้ว อายุ 55 ปี 164 หมู่ 6 บ้านคลองขุด ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านกว่า 20 คนที่ถูกหน่วยงานหนึ่งจับกุมดำเนินคดีความผิดสถานหนักเกี่ยวกับการทำประมงพาณิชย์ ในเขตพื้นที่หวงห้ามบริเวณอ่าวปากนคร ต.ปากนคร อ.เมือง  อ่าวปากพนัง ใน ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก และ ต.แหลมตะลุมพุก  มารวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือ หาทางแก้ปัญหา เนื่องจากชาวประมงพื้นบ้านที่ถูกจับกุมใช้เรือหางยาวออกทำการประมงจับปลา แต่ยอมรับว่าเป็นการทำประมงโดยใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย  จนไม่สามารถออกประกอบอาชีพได้ แต่เมื่อถูกจับจะถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีเกี่ยวกับการทำประมงพาณิชย์ในเขตหวงห้าม เป็นข้อหาที่หนักเกินไป โดยมีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีจนถูกศาลพิพากษาตัดสินปรับในอัตราสูงรายละนับแสนบาท และยังสั่งริบเรือ เครื่องยนต์ เครื่องมือประมง ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวประมงพื้นบ้านอย่างแสนสาหัสมาตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี ซึ่งอยูในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดจากไวรัสโควิดรุนแรง

               ต่อมาทั้งหมดได้ข้อสรุปว่าจะเดินทางเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากนายปรีชา แก้วกระจ่าง นายกเทศมนตรีตำบลปากนคร อ.เดมือง จ.นครศรีธรรมราช ในฐานะเลขาด้านการเมือง ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และผู้อำนวยกหารศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐจังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นทั้งหมดจึงเดินทางไปพบนายปรีบชา แก้วกระจ่าง ณ.ห้องปฏิบัติการนายกเทศมนตรีตำบลปากนคร บนสำนักงานเทศบาลตำบลปากนคร  อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช           

   




นายสุวิทย์ เกตุแก้ว กล่าวว่าหน่วยงานดังกล่าวจะต้องจับกลุ่มที่ไม่ใช่พรรคพวกฝ่ายตนเอง และมีพฤติกรรมในการเข้าจับกุมแบบกองโจร โดยส่วนใหญ่จะใช้กำลังอาสาสมัครเป็นเครื่องมือสวมชุดดำและหมวกไอ้โม่งมีอาวุธปืนยาวครบมือบุกเข้าข่มคุกคามโดยใช้อาวุธปืนจี้บังคับไม่ให้ขัดขืน ริบโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบมาควบคุมตัวและบันทึกจับกุม กระทำถูกโจรปล้นและนำเอาสัตว์น้ำของกลางจำหน่ายหลังการจับกุมทันที จากนั้นสอบปากคำทำสำนวนเองตั้ง 3 ข้อหาหนักเกินความเป็นจริงพร้อมข่มขู่ด้วยวิธีการต่าง ๆ ให้ชาวประมงผู้ต้องหาที่ไม่รู้กฎหมายหวาดกลัวเซ็นชื่อรับสารภาพ หากไม่รับสารภาพก็จะไม่ยอมส่งพนักงานสอบสวน ตนและเมียรักถูกควบคุมตัวอยู่นานกว่า 6 ชั่วโมงจึงนำส่งพนักงานสอบสวน ก่อนจะยอมคืนโทรศัพท์ให้เพื่อให้ติดต่อญาติ ๆ มายื่นหนักทรัพย์ประกันตัว

               “หลังจากนั้นหัวหน้าหน่วยงานจะเรียกผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปเพื่อให้จ่ายค่าปรับตามความผิดคนละ 10,000-120,000 บาท หากไม่จ่ายค่าปรับจะส่งฟ้องศาล ซึ่งส่วนใหญ่ชาวประมงส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาจ่าย ทางหน่วยงานดังกล่าวก็จะทำหนังสืออ้างคณะกรรรมการเปรียบเทียบปรับมีมติให้จ่ายค่าปรับคนละ 10,000-120,000 บาท ทั้ง ๆที่ระบุความผิด 3 ข้อหาเหมือน ๆ กันแต่กลับปรับไม่เท่ากัน โดยระบุให้ไปโอนเงินค่าปรับเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยภายในเวลาที่กำหนด 25-30 วัน หากไม่โอนเงินค่าปรับก็จะแจ้งให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องถึงอัยการดำเนินการส่งฟ้องศาลต่อไป เมื่อสำนวนถึงอัยการก็จะนัดผู้ต้องหาไปพบ โดยไม่บอกรายละเอียดขั้นตอนใด ๆ ให้ผู้ต้องหาทราบว่าไปพบเพื่ออะไรอย่างไร แถมยังระบุไม่ต้องพาใครไปขอให้ไปเฉพาะผู้ต้องหาเท่านั้น เมื่อไปถึงกลับถูกควบคุมตัวส่งฟ้องศาลทันทีและศาลพิจารณาข้อมูลด้านเดียวโดยผู้ต้องหาไม่ได้ให้โอกาสการไต่สวน,ชี้แจงหรือมีโอกาสในการสู้คดีแม้แต่น้อย จนจู่ ๆ ศาลก็อ่านคำพิพากษาผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ โดนลงโทษปรับคนละ 120,000 บาท ริบเรือ เครื่องยนต์ และเครื่องมือประมง ตนตกใจมากทำอะไรไม่ถูกและรับสารภาพต่อหน้าศาลหวังเพียงให้ค่าปรับลดลงซึ่งศาลเมตตาลดค่าปรับเหลือคนละ 60,000 บาท ”

               นายสุวิทย์ เกตุแก้ว  กล่าวอีกว่า ทั้งก่อนและหลังการส่งฟ้องศาลหน่วยงานดังกล่าวจะห้ามถ่ายภาพเรือประมง เครื่องยนต์และวัสดุ อุปกรณ์ที่ติดกับเรืออย่างเด็ดขาด ในขณะนี้มีเรือประมงพื้นบ้านที่ถูกจับกุมและตรวจยึดไว้ที่หน่วยราชการดังกล่าวกว่า 50 ลำกลายเป็นส่วนเรือประมงพื้นบ้านไปโดยปริยาย เครื่องยนต์และเครื่องมือประมง แต่เจ้าของเรือไปตรวจสอบพบว่าหม้อแบตเตอรี่หาย เครื่องยนต์ถูกชำแหระเอาชิ้นส่วนอะไหล่หายไป หากศาลพิพากษาให้คืนเรือประมงพื้นบ้านพร้อมเครื่องยนต์ โดยหน่วยงานที่เก็บของกลางไม่รับผิดชอบสิ่งของที่สูญหายใด ๆ เลย ส่วนในกรณีที่ศาลสั่งริบเรือประมงและเครื่องยนต์ เทางหน่วยงานดังกล่าวก็จะเปิดประมูลเรือประมง และเครื่องยนต์ปีละ 1 ครั้ง   ตอนนี้มีผู้ถูกจับกุมจำนวนมากทั้งที่รอจ่ายค่าปรับกับชุดจับกุม อยู่ระหว่างการส่งสำนวนให้อัยการ และเรื่องมีการพิพากษาอยู่ระหว่างการผ่อนจ่ายค่าปรับกับทางศาลเป็นงวด ๆ ซี่งเคารพการพิพากษาของศาลตามข้อหาที่ทางชุดจับกุม พนักงานสอบสวนและอัยการเสนอสั่งฟ้อง ปัญหามันอยู่ที่ต้นน้ำ

               “จะเล่นกันให้สิ้นเนื้อประดาตัว ไร้ทางไปกันเลยหรืออย่างไร แบบนี้ชาวประมงพื้นบ้านจะล่มสลายแน่นอน  เดือดร้อนแสนสาหัส ไม่คาดคิดมาก่อนว่าหน่วยงานราชการจะมีพฤติกรรมจ้องจับกุมซ้ำเติมประชาชนที่กำลังต่อสู้กับวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขาดความเมตตา กรุณา จิตใจเหี้ยมโหดผิดมนุษย์  จึงอยากให้นายกเทศมนตรีตำบลปากนคร ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐ จ.นครศรีธรรมราช เลขาฝ่ายการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์  ได้ช่วยประสานงานกับ ส.ส. และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องร่วมทั้งคณะกรรมาธิการ ฯสภาผู้แทนราษฏรที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดเมตตายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านทั้งส่วนที่ประกอบอาชีพหากินในอ่าวปากนครและอ่าวปากพนัง” 

        


    ทางด้านนายปรีชา แก้วกระจ่าง กล่าวว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยหน่วยงานดังกล่าวอ้างการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง และนำเอาประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ประกาศ ณ.วันที่ 15 ธ.ค. 25610 เรื่องประกาศให้เรือประมงทุกขนาดประเกอบเครื่องมือทำประมงบางประเภทเป็นประมงพาณิชย์  ให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย. 2561 ทำใหเรือประมงพื้นบ้านกว่า 80 เปอร์เซนต์กลายเป็นเรือประมงณิชย์ ถูกกวดขันจับกุมอย่างหนักอย่างไร้ความเมตตาปราณี ต่อเนื่องจนกลายเป็นปัญหาที่ไม่สามารถประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านได้ แม้ชาวประมงจะกระทำผิดตามประกาศของกระทรวงฉบับดังกล่าว แต่หากเปรียบเทียบกับการปล่อยปละละเลยให้มีการทำประมงโดยผิดกฎหมายอื่น ๆ เช่น เรือคราดหอย โพงพาง เรือเวียนปลาเขือ ยอยักษ์หรือบาม คอกหอยเถื่อน เต็มอ่าวปากนคร อ่าวปากพนัง และตลอดแนวชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชตลอดทั้งกลางวัน กลางคืน ทั้งปีทั้งชาติความเสียหายด้านทรัพยากรธรรมชาติและชายฝั่งแตกต่างกันมาก ชาวประมงพื้นบ้านเหล่านี้ใน 1 ปีจะทำประมงได้แค่ 2-3 เดือนเท่านั้นหลังจากนั้นจะโดนมรสุม 8-9 เดือนจะไม่สามารถออกทำประมงได้

               “หากจะอ้างเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและชายฝั่งก็จะต้องจับกุมการทำประมงผิดกฎหมายชนิดอื่น ๆ ที่มีให้เห็นเต็มอ่าวอย่างจิงจังต่อเนื่องด้วย แต่กลับปล่อยปละละเลยด้วยเหตุผลอะไร  ตนขอท้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงเรือไปพิสูจน์กันกลางทะเลกันเลยดีไหม เอาแค่เรือคราดหอยตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของทุกคืนหลายร้อยลำ ติดดวงไฟสีเป็นสัญญาณบ่งบอกอะไร และทำไมไม่มีการจับกุมเลย จะมีถูกจับกุมบ้างก็พวกที่ไม่ติดไฟสีกระพริบ”

               นายปรีชา แก้วกระจ่าง กล่าวว่า ตนจะรายงานข้อมูล เรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้รัฐมนตรี และคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับชาติหรือระดับโนยบาย โดยในวันที่ 12 ก.ค. 2564 นายสุทา ประทีป ณ.ถลาง ส.ส.พปชร.เขต 1 จ.ภูเก็ต ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.)สภาผู้แทนราษฎรจะเดินทางมาติดตามคดีการจับกุมชาวประมงพื้นบ้านดำเนินคดีความผิดประมงพาณิชย์ พร้อมรับเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงตั้งแต่กระบวนการจับกุม การตั้งข้อหา จนไปถึงการส่งฟ้องศาลว่าเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนถูกต้องหาตามกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่        

               ในขณะที่นายมาโนช ดวงดี นายกสมาคมประมงชายฝั่งปากพนัง กล่าวว่า กรณีนายสุวิทย์ นางละม่อม เกตุแก้ว สองผัวเมียที่ศาลพิพากษาตัดสินปรับ 120,000 บาท และอยู่ระหว่างการผ่อนชำระค่าปรับกับทางศาล แต่เขาคงไม่สามารถหาเงินมาชำระในงวดต่อไปวันที่ 5 ส.ค. จำนวน 40,000 บาทได้ ในเบื้องต้นสมาคมประมงชายฝั่งปากพนัง และศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราชจะจัดเลี้ยงน้ำชา-กาแฟ เพื่อขอรับการช่วยเหลือจากกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านด้วยกัน และจากคนทั่วไป ในวันที่ 22 ก.ค. 2564 ตลอดทั้งวันเป็นการระดมน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันละกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน หลังจากนั้นจะมาพิจารณากันในแนวทางการช่วยเหลืออื่น ๆ ตามลำดับต่อไป.

ไพฑูรย์  อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช                




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน









ข่าวที่เกี่ยวข้อง