รองอธิบดีกรมชลฯ ลงพื้นที่ติดตามโครงการบรรเทาอุทกภัยและบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมสุราษฎร์

5 ก.ค. 2564


เมื่อวันที่ 5 ก.ค.64 ที่สำนักงานฝายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่5สุราษฎร์ธานี อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี นายเฉลิมเกียรติ. คงวิเชียรวัด รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะที่ปรึกษาได้เดินทางมารับฟังการบรรยายสรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาการบรรเทาอุทกภัยและบริหารจัดการน้ำในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่จัดการน้ำในพื้นที่ประสบปัญหา 3 โครงการ เพื่อบรรเทาอุทกภัยรวมทั้งบริหารจัดการน้ำทั้งจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ท่าชนะ อ.ไชยา และ อ.พุนพิน เป็นโครงการนำร่องเพื่อเพิ่มความสามารถบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ




นายเฉลิมเกียรติ กล่าวว่า ในปี2564 กรมชลประทานได้เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยและบริหารจัดการน้ำ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ป่าต้นน้ำตอนบนถูกทำลาย การขาดแคลนแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ตอนบนเพื่อช่วยชะลอน้ำหลาก ประกอบกับประสิทธิภาพระบบระบายน้ำไม่เพียงพอทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะเกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมหนัก อ.พุนพิน อ.เคียนซา อ.เมือง และ อ.ไชยา ซึ่งปัญหาอุทกภัยสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่การเกษตรรวมถึงชุมชน


ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาอุทกภัยในระยะยาว กรมชลประทานจึงได้เร่งศึกษาการบรรเทาอุทกภัย และบริหารจัดการน้ำในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งใช้เวลาดำเนินการศึกษาโครงการทั้งสิ้นเป็นระยะเวลา 8 เดือน และได้ดำเนินการปฐมนิเทศโครงการให้กับชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วจำนวน 3 ครั้ง ใน19 อำเภอ

พบว่ามีโครงการทั้งสิ้นจำนวน 143โครงการ เมื่อดำเนินการครอบคลุมทุกแผนงานทั้งหมดจะสามารถเพิ่มความจุเก็บกักน้ำได้ 1,346.26 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์1,555,825ไร่ ค่าก่อสร้างทั้งโครงการ 77,347.69 ล้านบาท

หลังจากนั้นได้นำทีมศึกษาพร้อมจัดลำดับความสำคัญโดยใช้เกณฑ์การพิจารณา 4 ปัจจัยไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ สังคม และด้านเศรษฐศาสตร์ จนสามารถสรุปโครงการที่มีความเหมาะสม 3 โครงการเป็นโครงการนำร่องในพื้นที่ อ.ไชยา อ.ท่าชนะ อ.พุนพิน และ อ.เมือง ซึ่งเป็นพื้นที่หัวใจสำคัญที่จะสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้อย่างเหมาะสม

 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2566 และจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 ซึ่งจะใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 1 หมื่นล้านบาท และถ้าโครงการแล้วเสร็จก็จะสามารถบรรเทาปัญหาเรื่องน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ต่อไป

สสันทัด เจ็ดเสมียนใหม่ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุราษฎร์ธานี




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน