วอนช่วยสาววัย 36 ปีเป็นต้อกระจกลุกลามเป็นต้อหิน-หลังหมอปฏิเสธส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดจนพิการตาบอดสนิทไปตลอดชีวิต

3 ก.ค. 2564


วอนช่วยสาววัย 36 ปีเป็นต้อกระจกลุกลามเป็นต้อหิน-หลังหมอปฏิเสธส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดจนพิการตาบอดสนิทไปตลอดชีวิต-เจ้าอาวาสวัดดังมอบเงิน “บิณฑ์-เอกพันธ์”ช่วยเหลือเบื้องต้น

                (3 ก.ค.) ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการร้องเรียนขอความช่วยเหลือครอบครัวยากไร้ ฐานะยากจน และภรรยากำลังจะกลายเป็นผู้พิการตาข้างขวาบอด เนื่องจากเป็นต้อกระจกและลุกลามกลายเป็นต้อหินเข้าตาดำ ได้รับการเจ็บปวดอย่างหนักเนื่องจากดวงตาเกิดการอักเสบรุนแรง ที่ผ่านมาพยายามจะปรึกษาแพทย์ รพ.แห่งหนึ่งมาตลอดถูกปฏิเสธการรักษามานานกว่า 2 ปี จนคาดว่าในปัจจุบันดวงตาจะบอดสนิทไปตลอดชีวิต จึงพร้อมด้วยพระมหาอารยนันต์ อานันโท รักษาการเจ้าอาวาสวัดเขาพระทอง ในฐานะตัวแทน“บิณฑ์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ คู่แฝดนักบุญ เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 50/4 หมู่ 1 ต.เขาพระทอง  อ.ชะอวด  จ.นครศรีธรรมราช พบเป็นบ้านไม้เก่า ๆ เสาปูน ชำรุดผุพังจนแทบจะอาศัยอยู่ไม่ได้ และมีการนำเอาเศษไม้เก่า ๆ เท่าที่พอจะหาได้มากั้นฝาผนังบ้าน โดยพบนายชวลิต อักษรแก้ว หรือ “ช่างปืน” อายุ 37 ปี เป็นหัวหน้าครอบครัวและ นางจิรวรรณ หรือเจี๊ยบ อินทอง อายุ 36 ปี ภรรยาของนายเชาวลิต พร้อมลูก 3 คนอยู่ในบ้าน

               นอกจากนี้ในบ้านหลังเดียวกันยังมีครอบครัวของน้องสาว น้องเขย และหลาน ๆ รวมทั้งแม่ของนางจิรวรรณ หรือเจี๊ยบ แม่ยายของนายชวลิต ที่มือซ้ายพิการขาดตั้งแต่ข้อมือลงไปมาอาศัยอยู่ด้วย มาขออาศัยอยู่ด้วย ทำให้ครอบครัวนี้มีสมาชิกอยู่รวมกันมากถึง 12 คน จนต้องสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กั้นด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจากเพื่อให้ครอบครัวของน้องเขย ได้อยู่อาศัย  แต่ในช่วงหน้าฝนน้ำท่วมหนักกว่า 2 เมตรไม่สามารถอาศัยอยู่บ้านได้ต้องอพยพครอบครัวไปขออาศัยในวัดเขาพระทอง




นายชวลิต หรือช่างปืน กล่าวว่า บ้านตนอยู่ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีอาชีพรับจ้างทั่วไป มาได้นางจิรวรรณ หรือเจี๊ยบ อาชีพค้าขายตามตลาดนัดเป็นภรรยาและย้ายมาอาศัยอยู่บ้านภรรยาจนมีลูกด้วยกัน 3 คน และอาศัยอยู่รวมกันทั้งหมดทั้งแม่ยายที่พิการมือซ้าย และครอบครัวของน้องภรรยา รวมทั้งหมด  12 ชีวิตแม้พวกตนจะมีฐานะยากจนแต่ก็ตั้งใจทำงานรับจ้างทุกอย่างเท่าที่มีคนว่าจ้างและไม่เคยคิดสั้นหันไปเดินทางไปในทางผิด มั่วสุมยาเสพติดและอบายมุข เมื่อมีเวลาว่างก็จะเดินทางไปช่วยงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่วัดเขาพระทองมาตลอดระยะเวลา 4-5 ปีแล้ว และได้รับความเมตตาจากพระมหาอารยนันต์ อานันโท รักษาการเจ้าอาวาสมาโดยตลอด

               “ตนและครอบครัวตั้งใจที่จะช่วยพัฒนาวัดเพื่อสั่งสมบุญกุศล หวังว่าชาติหน้าจะเกิดมามีฐานะร่ำรวยไม่ต้องลำบากยากไร้เหมือนในชาตินี้ โดยเฉพาะในช่วงที่พระมหาอารยนันต์ จัดโครงการเดินธุดงค์ธรรมยาตรา กรุงเทพมาหานคร”810.4 กม. เพื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาและบอกบุญร่วมสร้างโบสถ์วัดเขาพระทอง ระหว่างวันที่ 4 มี.ค.-4 เม.ย. 2564 ที่ผ่านมา รวมระยะเวลา 32 วัน ตนได้ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็น 1 ใน 3 ลูกศิษย์วัดร่วมเดินธุดงค์ 810.4 กม. แม้จะต้องทิ้งบ้านทิ้งลูกเมียและครอบครัวไปนานกว่า 1 เดือนก็ตาม แต่ในขณะนี้เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดนางจิราวรรณ หรือเจี๊ยบ ภรรยาของตนกำลังจะเป็นผู้พิการตาขวาบอดสนิทไปตลอดชีวิต”

               นางจิรวรรณ หรือเจี๊ยบ”กล่าวว่า ตอนที่มีลูกคนที่ 2 และกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดลูกคนที่ 3 โดย “น้องมุข”ลูกคนที่ 2 ป่วยจึงร้องให้งอแงและหัวมือของน้องมุขเกิดทิ่มตาตนอย่างแรง ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด แสบร้อน จึงไป รพ.หมอบอกว่าหากจะผ่าตัดก็ห้าสอบห้าสิบว่าจะกลับมามองเห็นเป็นปกติหรือไม่หมอบอกว่าน้องโมลูกคนที่ 3 ยังอยู่ในท้องไม่ควรจะเสี่ยงผ่าตัดให้คลอดลูกก่อน หลังคลอดน้องโม ลูกคนที่ 3 ตนก็ไปปรึกษาหมออีกครั้ง แต่หมอก็บอกว่าลูกต้องกินนมแม่ ต้องทิ้งระยะออกมาอีก จนกระทั้งดวงตาเริ่มมองไม่เห็นและบอดสนิทมาจนถึงวันนี้ 2 ปีแล้ว  

               “เมื่อก่อนแม้ดวงตาข้างขวามองไม่เห็นจนดวงตากลายเป็นฝ้าสีขาวแต่ไม่มีอาการเจ็บปวดใด ๆ จนเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาเกิดอาการเจ็บปวดรุนแรง ซ้ำบวมแดง และมีน้ำตาไหลตลอดเวลาจึงไปหาหมอที่ รพ.อีกครั้งเพื่อขอรับการผ่าตัดและขอใบส่งตัวไปผ่าตัดรักษาที่ รพ.มหาราช แต่หมอบอกว่าแค่ฝ้าขาวอักเสบเฉย ๆ กินยาแก้ปวด แก้อักเสบ ก็พอแล้ว ตนกลับมาบ้านแต่กลับอาการเจ็บปวดหนักมากยิ่งขึ้นจนตนทนไม่ไหว ในอีก 3 วันต่อมาก็เดินทางไปหาหมอที่ รพ.เดิมอีกครั้ง และขอใบส่งตัวไปรับการผ่าตัดรักษาที่ รพ.มหาราช แต่หมอก็ไม่ยอมให้บอกว่าผ่าตัดรักษาก็ไร้ประโยน์เพราะดวงตาก็คงไม่กลับมามองเห็นเหมือนเดิมอีก  ตนแจ้งว่าขอแค่รักษาให้หายจากอาการอักเสบ อาการเจ็บปวดเท่านั้นไม่คาดวังว่าจะให้กลับมามองเห็นเหมือนเดิมอีก แต่อย่างไรก็ตามหมอก็ไม่ยอมให้ใบส่งตัวอยู่ดี”


นางจิราวรรณ หรือเจี๊ยบ กล่าวอีกว่าเมื่อวานนี้ (2 ก.ค.)ตนจึงตัดสินใจไปขอยืมเงินพระในวัดเขาพระทองมา 1,000 บาทและให้นายชวลิต หรือช่างปืน พาไปตรวจรักษาที่ ”คลินิกตาหมอสุทัศน์” พล.อ.น.พ.สุทัศน์ วาณิชเสนี จักษุแพทย์ชื่อดังในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ทำการตรวจรักษาเบื้องต้นให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ ก่อนจะบันทึกเอกสารระบุข้อความถึง รพ.ชะอวดว่าตนเป็น “ต้อกระจกสุก-ต้อหิน ขอใบส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดที่ รพ.มหาราช” ซึ่งตนจะเดินทางนำหนังสือจาก น.พ.สุทัศน์ วาณิชเสนี ไปขอใบส่งตัวที่ รพ.ชะอวด ในวันจันทร์ที่ 5 ก.ค. 2564 ในครั้งนี้เชื่อว่าหมอ รพ.ชะอวด ท่านคงเมตตาให้ใบส่งตัวตนเข้ารับการผ่าตัดรักษาที่ รพ.มหาราช ซึ่งตนมีสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลที่ รพ.ชะอวด -รพ.มหาราช จึงไม่เป็นห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลแต่ก็เป็นห่วงเรื่องค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในช่วงที่เข้ารับการผ่าตัดมากกว่าแต่คงไม่มากนัก

ทางด้านพระมหาอารยนันต์ อานันโท กล่าวว่า ในเบื้องต้นตนได้แบ่งเงินจำนวน 2,000 บาท ที่“บิณฑ์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ คู่แฝดนักบุญ มอบสนับสนุนโครงการโรงทานพระเวสสันดรชาดก ครั้งที่ 2 ช่วยเหลือนางจิรวรรณ หรือเจี๊ยบ และจะดูแลช่วยเหลือครอบครัวนี้ตามสมควรตลอดไป และจะแจ้งเคสการช่วยเหลือเคสนี้ให้ “บิณฑ์-เอกพันธ์ บันลือฤทธิ์” คู่แฝดนักบุญทราบเพื่อเยียวยาช่วยเหลือในโฮกาสต่อไป อย่างไรก็ตามหากผู้ใจบุญต้องการช่วยเหลือครอบครัวนักบุญผู้ยากไร้สามารถโอนเงินช่วยเหลือได้ที่ ธนาคารเกษตรและสหกรณ์ จำกัด(ธ.ก.ส.) ชื่อบัญชีนางจิราวรรณ อินทอง เลขบัญชี 020096735882 รักษาการเจ้าอาวาสวัดเขาพระทอง กล่าว.

ไพฑูรย์  อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช       




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน