หนุ่มยอดกตัญญูประกาศขายไก่ชนเลี้ยงแม่พิการวัย 83 ปีหลังโดนพิษโควิดจนถูกขับไล่ออกจากบ้านเช่า

20 มิ.ย. 2564


(20 มิ.ย.) ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือกรณีหนุ่มยอดกตัญญูที่มีฐานะยากจนแร้นแค้นถูกเจ้าของบ้านเช่าขับไล่ให้ออกจากบ้านเช้าภายในซอยทุ่งข่า  61/1 ต.โพธิ์เสด็จ  อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ภายในวันนี้ (20 มิ.ย.)  หลังจากจ่ายค่าเช่าบ้านช้ากว่าที่กำหนด จึงเดินทางไปตรวจสอบพบเป็นบ้านเก่า ๆ หลังใหญ่ชั้นเดียวปลูกอยู่กบางสวนมังคุด และนายระพีพงษ์ พันธุ์ทิพย์แพทย์ หรือ “หมึก” อายุ 47 ปี ที่อยู่ตามบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ 201/4 หมู่ 1 ถนนกะโรม ต.โพธิ์เสด็จ  อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กำลังนั่งทำแผลที่เท้าของตัวเองที่เป็นแผลติดเชื้อ จนอักเสบเป็นหนอง บวมเบ่ง เดินไม่ค่อยคล่อง โดยมี “ไอ้ขาว” สุนัข เพศผู้ ร่างกายกำยำ ท่าทางดุร้ายเห่ากรรโชกต่อเนื่อง ถูกล่ามด้วยเชือกไนล่อนไว้ใกล้ ๆ

               ในขณะที่นางละมัย ขุนรัตน์ อายุ 83 ปี แม่บังเกิดเกล้า ซึ่งคนร่างเล็ก ผอม คาดว่าน้ำหนักไม่เกิน 40 กก. และเป็นผู้พิการเท้าขาไม่มีเรี่ยวแรง หูหนวก หลังคดงอ และความจำเสื่อม นั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกหน้าบ้าน เมื่อลุกขึ้นยืนพบว่าหลังคดงดเกือบ 90 องศา ปากอ้าตลอดเวลา  ดวงตาเศร้าสร้อย  ส่วนภายในบ้านพบว่ามีสุนัขเพศผู้ สีดำ ชื่อ “ได้หรั่ง” ซึ่งเป็นสุนัขที่มีร่างกายกำยำ มีลักษณะพิเศษที่ดวงตาเป็นสีฟ้า ท่าทางดุร้าย ส่งเสียงเห่ากรรโชกตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

            




นายระพีพงษ์ พันธุ์ทิพย์แพทย์ หรือ“หมึก” กล่าวว่า พ่อของตนมีเมีย 3 คนลูก 11 คนโดยแม่ของตนเป็นภรรยาคนที่ 3 มีลูกเพียงคนเดียวคือตน เมื่อก่อนพ่อเป็นคนดูแลงานธุรกิจให้กับตระกูลคหบดีชื่อดังคนหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนแม่ของตนก็เป็นแม่บ้านให้กับบริษัทขายรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งเป็นของตระกูลคหบดีชื่อดังอีกตระกูลหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช พ่อจึงมีฐานะค่อนข้างดีเมื่อมาอยู่กินกับแม่ก็เปิดร้ายขายอาหาร และน้ำชา-กาแฟ แต่หลังจากพ่อเสียชีวิตตนและแม่ก็ต้องต่อสู้ชีวิตกันเองมาโดยตลอด จนกระทั้งเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนแม่ล้มป่วยเป็นโรคกระดูกเสื่อมหลังเริ่มคดงอมากขึ้นเรื่อย ๆ ขาขวาไม่มีเรี่ยวแรง จนหมอสั่งห้ามทำงานหนัก ทำให้ครอบครัวขาดรายได้หลักที่ได้จากการขายอาหาร น้ำชากาแฟ ใน บขส.นครศรีธรรมราช โดยตนได้หันมาประกอบอาชีพขับรถ จยย.รับจ้าง และรับเป็นนายหน้าต่อทะเบียนรถกับทางสำนักงทานขนส่ง เพื่อหารายได้เลี้ยงดูแม่มาตลอด แต่สถานการ์ด้านเศรษฐกิจทรุดหนักลงเรื่อย ๆ จึงต้องออกจากบ้านเช่าใน บขส.มาเช่าบ้านร้างในสวนมังคุดซอยทุ่งข่า 6/1 ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ค่าเช่าเดือนละ 2,300 บาท

               สำหรับบ้านเช่าหลังนี้แม้เป็นบ้านหลังใหญ่ตนเช่ามาได้ 1 ปีเศษมีพื้นที่กว้างขวาง แต่ตนใช้เพียงมุมหนึ่งด้านหน้าบ้าน และห้องน้ำห้องส้วมเท่านั้น พื้นที่ด้านหน้าบ้านใช้เป็นที่นอนของแม่ขนาดกว้าง 2x 3 เท่านั้น ส่วนตนซุกหัวนอนตรงไหนก็ได้  พื้นที่ส่วนที่เหลือจึงไม่ได้ใช้ประโยชน์ใด ๆ  ไฟฟ้าในบ้านก็มีแค่ 2 ดวงเล็ก ๆ และปลั๊กเสียพัดลมเก่า ๆ ให้แม่คลายร้อนเท่านั้น ประกอบกับตนไม่มีเวลาจัดเก็บข้าวของที่ขนมาจากบ้านเก่าตอนเปิดร้านอาหาร ร้านน้า-กาแฟ ข้าวของจึงถูกวางกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ  ตอนรุ่งเช้าตนจะขับรถไปซื้อข้าวแกงมาวางไว้ให้แม่ ก่อนจะออกไปขับรถรับจ้างโดยตระเวนหาลูกค้าไปเรื่อย ๆ แต่จะนั่งประจำอยู่บริเวณควิรถตู้ใน บขส.นครศรีธรรมราช ในช่วงเที่ยงตนก็จะซื้ออาหารเข้ามาให้แม่อีกครั้ง ส่วนมื้อเย็นแม่ไม่กินจะกินผลไม้ต่าง ๆ แทน

            


นายระพีพงษ์หรือ”หมึก”กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันอาการของแม่ขาขาวไม่มีแรง หลังคดงอมากขึ้นเรื่อย จนกลายเป็นอัมพฤกษ์เคลื่อนไหวไม่สะดวก ๆ ตนต้องพาไปพบแพทย์เป็นประจำ และในช่วงที่ตนไม่อยู่ออกไปขับรถ จยย.รับจ้างตนเป็นห่วงแม่ เกรงว่าจะมีคนร้ายเข้ามาข่มขู่ คุกคาม ชิงทรัพย์หรือทำร้ายแม่ได้ เพราะตนติดตามข่าวพบว่าในระยะนี้แก๊งมิจฉาชีพออกอาละวาดโดยตระเวนไปตามบ้านเรือนที่มีผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียว หลอกเอาเงินหรือทรัพย์สิน และอาจจะทำร้ายแม่ได้ ตนจึงเลี้ยงน้องหมาไว้ 2 ตัวชื่อ “ไอ้ขาว”กับ” ไอ้หรั่ง” ให้ช่วยปกป้องดูแลแม่แทนตน โดย “ไอ้ขาว”ประจำอยู่หน้าบ้าทน ส่วน “ไอ้หรั่ง”ประจำอยู่ในบ้านทางด้านหลัง และอย่างน้อยเป็นเพื่อนแม่ได้ หากคนร้ายจะเข้ามาทางหน่าบ้าน หลังบ้านจะต้องผ่านด่านน้องหมา 2 ตัวดังกล่าวไปก่อน ซึ่งแม่ได้คอยส่งเสียงไล่หรือห้ามปรามน้องหมา 2 ตัวจะช่วยให้แม่ได้ส่งเสียงพูดคุยทำให้มีสติไม่เครียดมากนัก  ในปัจจุบันพบว่าประสาทหูเสื่อม หรือหูหนวก ความจำเสื่อมอีกด้วย  ซึ่งตนจะตระเวนขับรถ จยย.รับแจ้งและทำงานรับจ้างอื่น ๆ เท่าที่มีคนจ้างมีรายได้วันละประมาณ 200 บาท แต่ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมาเศรษฐกิจไม่ดี ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด รายได้จากการขับรถ จยย.รับจ้างลดลงมากบางวันได้แค่ 50 บาทก็มี  ทำให้การจ่ายค่าเช่าบ้านไม่ตรงตามนัดทุกวันที่ 10 ของเดือน  กว่าที่ตนจะรวบรวมได้ก็เลยไปเป็นวันที่ 15-20 แต่ก็ไม่เคยค้างค่าเช่าบ้านเลย ล่าสุดเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาตนไปเบิกเบี้ยเยียวยาผู้พิการและผู้สูงอายุของแม่ รวบรวมกับเงินที่ตนขับรถ จยย.รับจ้างนำไปจ่ายค่าเช่าบ้าน 2,300 บาทไปให้แต่เจ้าของบ้านไม่ยอมรับและยื่นคำขาดให้ตนย้ายและแม่ออกจากบ้านภายในวันที่ 20 มิ.ย. 2564 นี้

               “ตนก็พยายามหาบ้านเช่าหลังใหม่แม้จะมีบ้านเช่าเยอะแต่ตนต้องการบ้านที่อยู่กห่างจากชุมชน ไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน เพราะนอกแม่แล้วน้องหมาทั้งสองตัวตนก็ทิ้งมันไม่ได้ ทั้งสองตัวเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันมาหลายปี ถือว่ามันมีบุญคุณช่วยดูแลปกป้องแม่แทนตน และผูกพันธ์กับแม่ของตนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ตนยังมีไก่พันธุ์ “เคียนซา” จ.สุราษฎร์ธานีอีก 5 ตัวเป็นไก่คลอกเดียวกันทั้งหมด โดยพรรคพวกตนนำไข่มาให้แม่ไก่ของตนฟักจำนวน 10 ฟอง ปรากฏว่าเป็นไก่เพศผู้หมดทั้ง 10 ตัว และเพื่อนเจ้าของไข่มาแบ่งไป 5 ตัวเหลือให้ตน 5 ตัวตนก็เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ตอนนี้อายุประมาณ 7-8 เดือน ตนคิดว่าจะขายไก่พันธุ์เคียนซาทั้ง 5 ตัว  ๆละ 1,000 บาท เพื่อนำเงินมาเป็นค่าเช่าบ้านหลังใหม่ อยากจะขอให้ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนช่วยประกาศขายไก่ทั้ง 5 ตัวให้ตนด้วย จักขอบพระคุณมาก ๆ ซึ่งหากใครต้องการที่จะช่วยเหลือครอบครัวของนายระพีพงษ์ -คุณยายละมัย ”โอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีธนาคารกรุวงไทย สาขาหัวอิฐ ชื่ออบัญชีนายพีระพงษ์ พันธุ์ทิพย์แพทย์ เพื่อนยางละมัย ขุนรัตน์ เลขบัญชี  816-021324-7  นายระพีพงษ์ “หรือหมึก”กล่าวอย่างน่าสงสารในที่สุด.

ไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช                 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน