“ศาลสั่งรื้อบ้านกลางถนน”ยกเป็นกรณีศึกษาและอุทาหรณ์-ชี้ จนท.ที่ดินในอดีตคำนวนเนื้อที่ผิดพลาดชาวบ้านเดือดร้อนถึงยุคปัจจุบัน

19 มิ.ย. 2564


จากกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างอยู่บนถนน เขตทางหลวง 4110 ใกล้กับสี่แยกท่ายาง หมู่ 2 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจใจกลางอำเภอทุ่งใหญ่  จ.นครศรีธรรมราช และอยู่ในเขตรับผิดชอบของเทศบาลตำบลท่ายาง ซึ่งมีการยื่นห้องร้องต่อศาลแขวงทุ่งสง คดีหมายเลขดำที่ 276/1563 คดีหมายเลขแดงที่ 693/2564 และทางบังคับคดีพร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลท่ายาง ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรกลเข้าทำการรื้อถอนอาคารที่รุกล้ำเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2564 ซึ่งเป็นการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพพิพากษา ท่ามกลางการวิพากวิจารณ์ของประชาชนทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะตามปกติคุณยายเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งปัจจุบันอายุกว่า 90 ปี ยังมีชีวิตอยู่และนั่งรถเข็ญเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ใจดีเผ็นที่ประจักษ์คนหนึ่งในพื้นที่

               (19 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าว่าผู้ใช้เฟซบุ๊ค “Korpong Srisuksai” ได้โพสต์ข้อความชี้แจงในเรื่องดังกล่าวว่า “ผมเป็นลูกชายเจ้าของบ้านเองครับ ต้องขอบอกก่อนนะครับว่าไม่เคยรับเงินเวนคืนเลยแม้แต่บาทเดียว ที่ดินมีเอกสาร นส.3 คงเหลือ 16 ตรว. ซัดเจน ส่วนที่เวนคืนคือแปลงหัวมุม ครับ (บ้านนางละออง) ฟังความเห็นให้รอบด้านด้วยครับ เจ้าของบ้านไม่มีเจตนาขัดขวางความเจริญ แต่ที่ดินยังมีเอกสารสิทธิ์ครอบครองถูกต้องชัดเจน ลองมองมุมกลับกันดูครับ ถ้าไม่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง บ้านจะสร้างขึ้นมาได้ยังไง บ้านและที่ดินแปลงนี้ อยู่มานานหลายสิบปีแล้วไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ แล้วขอถามหน่อยการขยายถนน ต้องขยายทั้งสองด้านเท่า ๆ กัน ไม่ใช่ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน กลายเป็นสี่แยกที่แปลกที่สุดในประเทศไทย เส้นกลางถนน ก็สามารถขยับได้เพียงเพราะซื้อตินได้ข้างเดียว ผมกล้าเอาหลักฐานมาวางดูพร้อม ๆ กัน ใครกล้าบ้างละขอเวทีหน่อยสิ จะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ถ่วงความเจริญบ้านเมือง และมีข้อความทิ้งท้ายที่หมิ่นเหม่เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับเรื่องหมิ่นประมาทอีกด้วย

               ในวันนี้ “ศูนย์ข่าวคมชัดลึกทั่วไทยภาคใต้”จึงนำเอกสารสำเนาสำนวนและคำพิพากษาในคดีนี้อย่างละเอียดมานำเสนอเพื่อความเข้าใจเป็นอุทาหรณ์และเป็นกรณีศึกษาเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกหิดผลกระทบหรือเสื่อมเสียแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยในคดีนี้นายชัยธิศักดิ์ อำลอย นายกเทศมนตรีตำบลท่ายาง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพันโทพิสัณห์ ศรีสุขใส บุตรชายผู้รับมรดกจากนางจันทร์ฉาย ศรีสุขไส ตามบรรยายคำฟ้องระบุความผิดเรื่องความผิดเกี่ยวกับประมวลกฎหมายที่ดิน และความผิดต่อ พ.ร.บ.ทางหลวง บรรยายฟ้องว่าโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนกรกฎาคม 2550  ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2561  เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตทางหลวงหมายเลข ๔๑๑0 หมู่ที่ ๒ ตำบลท่ายางอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณะของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน แล้วได้ก่อสร้างอาคารคอนกรีตแสริมเหล็ก  1 หลัง เนื้อที่ 12.9  ตารางวาลงในที่ดินดังกล่าว โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวง หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนาจการทางหลวง เหตุเกิดที่ตำบลท่ายาง อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ,พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535  มาตรา 47, 27 และสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินนั้นและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ  

            




ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), ๑108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติทางหลวงพ.ศ.2535 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง, 72 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสร้างอาคารในเขตทางหลวงโดยมิได้ รับอนุญาต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90  กำหนดโทษจำคุก 1  ปี และปรับ 24,000บาท ทางการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 16,000  บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 56  ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 29, 30  กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวาร ของจำเลยออกไปจากที่ดินของรัฐซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4110 สายทุ่งสง-พระแสง ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 (บ้านหนองหว้า) อำภอทุ่งใหญ่ พ.ศ.2533 ประกอบแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา เอกสารหมาย จ.8 ที่ดินตามหนังสือ รับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 เลขที่ 857 ตำบลทุ่งยาง อำเภอทุ่งใหญ่จังหวัดนคศรีธรรมราช เอกสารหมาย จ.15 อยู่ในแนวขยายเขตทางหลวง จังหวัดหมายเลข 4110  มีนางจันทร์ฉาย ศรีสุขใส เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง นางจันทร์ฉายได้รับเงินค่าเวนคืน 85,000 บาท เนื้อที่ถูกเวนคืน 34 ตารางวา ตามสมุดทะเบียนจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.12 แผนที่แนวเขตที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พิพาทตามรูปแผนที่และภาพถ่ายหมาย จ.2 และ จ.3 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 เลขที่ 857 นางจันทร์ฉายโอนให้แก่จำเลยเมื่อปี 2545

                มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลย กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายชัยธิศักดิ์ อำลอย นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลท่ายาง นายกีรติ ทองแป้น ผู้อำนวจการกองช่างเทศบาล ตำบลท่ายาง นายอุเทน เสนคุ้ม หัวหน้าฝ่ายช่างรังวัด สำนักงานทางหลวงที่ 16 นายเฉลิมพร กลิ่นดี นายสุรศักดิ์ เมืองวิจิตร อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน สาขาทุ่งใหญ่ และพันตำรวจตรีศุภวิทย์ ไชยประพันธ์ พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งมีเนื้อที่ 16.7 ตารางวา มีส่วนที่รุกล้ำแนวเขตทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4110 เนื้อที่ 12.9 ตารางวา คงเหลือ 3.80 ตารางวา ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.2 ส่วนจำเลยมีตัวจำเลย ,นางจันทร์ฉาย ศรีสุขใส มารดาจำเลยและนายก่อพงศ์ ศรีสุขใส บุตรจำเลย เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทอยู่นอกแนวเขตทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4110 โดยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 เลขที่ 857 มีเนื้อที่ 50 ตารางวา ถูกเวนคืนไป 34 ตารางวา จึงเหลือเนื้อที่ 16 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนที่ปลูกสร้างบ้านพิพาท

            


   “ตามแผนผังเอกสารหมาย จ.11 เห็นว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 เลขที่ 857 ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาเพื่อขยายทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4110 โดยบริเวณที่ดินดังกล่าวจะมีการขยายถนน 4 เมตร นับจากกึ่งกลางถนนไปฝั่งละ 20 เมตรตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเอกสารหมาย จ.8 และแผนที่ก่อสร้างเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งนางจันทร์ฉายได้รับเงินค่าเวนคืนแล้วตามสมุดทะเบียนจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.12 เช่นนี้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 เลขที่ 857 ที่ถูกเวนคืนเพื่อการขยายถนนจึงตกเป็นทางสาธารณประโยชน์นับแต่ที่ได้เวนคืนมาโดยไม่จำต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอีก เมื่อพระราชกฤษฎีกาประกอบแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการขยายถนนเป็น 40 เมตร โดยนับจากกึ่งกลางถนนไปฝั่งละ 20 เมตร ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.2 ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทอยู่ในเขตทางสาธารณประโยชน์ 12.9 ตารางวา คงเหลือ 3.8 ตารางวา ย่อมรับฟังได้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทอยู่นอกแนวเขตทางหลวงที่ขยายนั้น เป็นข้ออ้างที่ขัดต่อเหตุผลเนื่องจากเมื่อวัดระยะจากจุดกึ่งกลางถนนออกมาฝั่งละ 20 เมตร ที่ดินแลสิ่งปลูกสร้างพิพาทยังคงอยู่ในแนวเขตที่ขยายของทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4110”

               ส่วนที่จำเลยอ้างว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทอยู่ในที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 16 ตารางวานั้นได้ความว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 เลขที่ 857 หมาย จ.15 มีรูปที่ดินโดยประมาณ กว้าง 4 วา 6 ศอก ยาว 7 วาเมื่อคำนวณแล้วจะได้เนื้อที่ 31.5 ตารางวา ความข้อนี้นายเฉลิมพรและ นายสุรศักดิ์ อดีตเจ้าพนักงานที่ดินสาขาทุ่งใหญ่ พยานโจทก์ต่างก็เบิกความว่าที่ น.ส.3 เลขที่ 857 ระบุว่ามีเนื้อที่ 50  ตารางวาเป็นการคำนวณผิดพลาดขัดแย้งกับรูปที่ดินโดยประมาณ แต่การแก้ไขให้ถูกต้องเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขตามหนังสือเอกสารหมาย จ.19 เช่นนี้ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่จำเลยอุทธรณ์ทำนองว่าพยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันถึงจำนวนเนื้อที่ดินส่วนที่เหลือนั้น ก็เป็นข้อแตกต่างเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นข้อพิรุธให้คำพยานโจทก์มีน้ำหนักน้อยแต่อย่างใด สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยให้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทรุกล้ำแนวเขตทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4110 ส่วนที่ขยายตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.2 การกระทำของจำเลยเป็นการบุกรุกเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

               นายชัยธิศักดิ์ อำลอย กล่าวว่าโครงการขยายผิวการจราจาตามโครงการ เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะที่ผ่านมา อ.ทุ่งใหญ่ มีปัญหาเรื่องถนนคับแคบส่งผลต่อการจราจรมานานแล้ว และดำเนินการตามโครงการไปหมดแล้วเหลือเพีนงบ้านหลังดังกล่าวที่ตั้งโด่เด่อยู่กลางถนนกลายเป็นเหมือนสิ่งมหัศจรรย์ หรือ“อะเมซิ่ง”ของอำเภอทุ่งใหญ่ไปโดยปริยาย  เรื่องนี้ตนไม่อยากจะแจ้งความและฟ้องต่อศาลเลย แต่มันจำเป็นเพราะเป็นเรื่องของการพัฒนาบ้านเมืองเป็นผลประโยชน์ต่อส่วนรวม ปัญหาเกิดขึ้นเพราะการคำนวณพื้นที่ที่ดินผิดพลาดมาตั้งแต่สมัยโบราณหลายสิบปีมาแล้ว ทำให้กลายมาเป็นปัญหาในรุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งนอกจากการเวนคืนที่ดินตามพระราชกฤษีกาเนื้อที่ถูกเวนคืน 34 ตารางวาจากที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ 50 ตารางวา และนางจันทร์ฉายได้รับเงินค่าเวนคืน 85,000 บาท และต่อมาเมื่อมีการสร้างอาคารในพื้นที่ 12.9 ตารางวา ก็มีการเวนคืนในส่วนของอาคารที่ก่อสร้างกว่า 200,000 บาท โดยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 เลขที่ 857 มีเนื้อที่ 50 ตารางวา ถูกเวนคืนไป 34 ตารางวา จึงเหลือเนื้อที่ 16.7 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนที่ปลูกสร้างบ้านพิพาท 12.9 ตารางวาและในส่วนนี้ก็รับค่าเวนคืนไปแล้ว  หากยึดตามเอกสารสิทธิ์ที่ดินจะเหลืออีก 3.8 ตารางวา แต่ในรูปที่ดินจริงทางเจ้าหน้าที่ที่ดินในปัจจุบันยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ในอดีตน่าจะคำนวนตามหลักคณิศาสตร์ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นและอยู่ระหว่างการแก้ไขให้ถูกต้องของอธิบดีกรมที่ดิน.

ไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช             




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน