วอนช่วยเด็กชายหนักกว่า200โลพิการออทิสติก พูดไม่ได้

22 เม.ย. 2564


วันที่22/04/2564จากกรณีที่นางปวีณา หงสกุล ประธาน มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี (องค์กรสาธารณประโยชน์) ได้นำเรื่องราวของเด็กชายวัย 13 ปี ชาว ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ซึ่งพิการเป็นออทิสติก พูดไม่ได้ และมีน้ำหนักตัวกว่า 200 กิโลกรัม มาเปิดเผยบนเพจเฟซบุ๊กของมูลนิธิ กับเรื่องราวความลำบากของเด็กชายผู้นี้ ต้องการความช่วยเหลือ เนื่องจากเจ้าตัวมีร่างกายอ้วนฉุ จนทำให้มีปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ประกอบกับ เด็กชายรายนี้ พักอาศัยอยู่กับตาวัยชราที่มีฐานะยากจน เพียง 2 คนด้วย จึงมีความเดือดร้อนอย่างหนัก และต้องการความช่วยเหลือ ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่บ้านของเด็กชาย 200 กิโลกรัม รายนี้ คือ ด.ช.อ้วน วัย 13 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76/1 พื้นที่หมู่ 7 ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ พบว่า เจ้าตัวพักอาศัยอยู่ภายในบ้านปูนชั้นเดียวกับนายเฉลียว แจ่มประแดง อายุ 80 ปี ซึ่งมีศักดิ์เป็นตา เพียง 2 คน เท่านั้น และพบว่า ส่วนใหญ่ ด.ช.อ้วน จะต้องมาใช้ชีวิตประจำวันในแบบเปลือยกายอยู่ในเพิ่งไม้เก่าบริเวณข้างบ้าน เพราะต้องให้ตาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก ด.ช.อ้วน ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทั่วไป โดยนอกจากเจ้าตัวจะป่วยพิการพูดไม่ได้ รวมถึงมีน้ำหนักตัวมากแล้ว เวลาจะนอนยังต้องใช้วิธีการนั่งหลับแทนด้วย เพราะหากนอนในท่าเหยียดตัวตรง จะทำให้มีปัญหากับระบบหายใจติดขัด อีกทั้ง การจะเดินเหินไปไหน ก็ไปได้ไม่ไกลมาก จะทำให้เหนื่อยง่าย จึงทำให้ ด.ช.อ้วน ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเพิงไม้เป็นส่วนใหญ่ และคุณตาต้องคอยนำสายยางมาฉีดน้ำรดตัวให้ ด.ช.อ้วน อยู่บ่อยครั้ง เพราะเจ้าตัวมีอาการร้อนง่าย




จากการสอบถาม นายบุญเลิศ ฉ่ำเสนาะ อายุ 59 ปี ซึ่งเป็นตาเขย ของ ด.ช.อ้วน และเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อาศัยอยู่บ้านใกล้กัน เล่าว่า ชีวิตของ ด.ช.อ้วน น่าสงสาร เพราะต้องกำพร้าแม่มาตั้งแต่วัย 3 ขวบ ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งสมอง ส่วนผู้เป็นพ่อก็ไปมีครอบครัวใหม่ จึงทำให้ ด.ช.อ้วน ต้องอยู่ในความดูแลของตายายมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่ง เริ่มเข้าสู่วัย 4 ขวบ ด.ช.อ้วน เริ่มมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว เพราะกินเยอะมาก โดยสมัยนั้นจะกินข้าวจานโตๆ 2 จานต่อ 1 มื้อ รวมถึง กินขนม และนมถึงวันละ 4-5 กล่องด้วย จึงทำให้ ด.ช.อ้วน มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเป็นผลมาจากตาและยายไม่สามารถขัดใจ ด.ช.อ้วนได้ เพราะหากไม่ตามใจให้ ด.ช.อ้วน ได้กินแบบนี้ในแต่ละวัน ก็จะออกอาการเอะอะโวยวาย และอาละวาดอยู่ตลอด จนกระทั่ง 3-4 ปีหลังสุด ด.ช.อ้วน กลายเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่า 200 กิโลกรัม และต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากนายบุญเลิศ กล่าวต่อไปว่า ในช่วงที่ ด.ช.อ้วนเติบโตนั้น เจ้าตัว มีปัญหาทางจิต ตากับยายต้องคอยพา ด.ช.อ้วน ไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการทางจิตเวช โดยใช้สิทธิบัตรทอง และบัตรคนพิการ แต่ต่อมาในระยะหลัง ด.ช.อ้วน ไม่ยอมไปรักษาเพราะเขาไม่สามารถนั่งในรถได้ตามปกติ ต้องนั่งท้ายกระบะ จึงทำให้เดินทางลำบาก แต่ในส่วนที่ลำบากกว่านั้น คือ เรื่องโรคอ้วนเจ้าตัวยังไม่ได้รับการไปรักษาที่ไหน เพราะตายายยากจน มีอาชีพทำไร่ทำนา และรับจ้างทั่วไปเท่านั้น จึงทำให้ลุงของ ด.ช.อ้วน อีก 2 คน ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการคอยหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวของ ด.ช.อ้วนอีกทอดหนึ่ง แต่รายได้ก็ไม่แน่นอนอยู่ดี เพราะอาชีพรับจ้างก็ไม่มีงานทุกวัน


อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา ยายของ ด.ช.อ้วน  คือนางสายทิ้ง ก็ต้องมาเสียชีวิตไปอีกคน เนื่องจากในช่วง 5 เดือนก่อน นางสายทิ้ง เกิดป่วยเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลหลายรอบจนมาเสียชีวิต จึงทำให้ขณะนี้ ตา และด.ช.อ้วน ได้เดือดร้อนหนัก เนื่องจากเงินไม่พอใช้จ่าย และต้องไปหยิบยืมญาติพี่น้องมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ จึงมองว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ตาของ ด.ช.อ้วนจะลำบากมากขึ้น เพราะ ด.ช.อ้วนมีมีน้ำหนักตัวมาก เกรงว่าโรคจะรุมเร้าและเป็นอันตราย จึงได้มีการการนำเรื่องของ ด.ช.อ้วน ไปแจ้งกับมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอให้ช่วยเหลือ ในการนำตัว ด.ช.อ้วนไปรักษาผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันเดียวกันนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ของ พมจ.พม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้รับประสานขอความช่วยเหลือจาก มูลนิธิปวีณาฯ ได้นำสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงเงินอีกจำนวนหนึ่ง เดินทางมามอบให้กับครอบครัวของ ด.ช.อ้วนบ้างแล้ว ส่วนผู้ใจบุญรายใด ต้องการจะช่วยเหลือ ด.ช.อ้วน สามารถประสานไปได้ยังมูลนิธิปวีณาฯ หรือบริจาคตรงเข้าบัญชี ชื่อ นายสำเริง แจ่มประแดง ธนาคารกรุงไทย สาขา สลกบาตร เลขบัญชี 627-0-50101-6

รณกฤต วรณันวรกุล ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครสวรรค์




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน