กาญจนบุรี ชาวบ้านกว่าร้อยรวมตัวขับไล่เจ้าอาวาส แอบตัดไม้สักอายุ70ปีขายโรงเลื่อยอ้างหาเงินเข้าวัด(ชมคลิป)

20 เม.ย. 2564 อ่าน 14 ครั้ง


            เมื่อวันที่19 เมษายน 2564 เวลา17.00น. นายจรัญ ผ่องใส ประธานคณะกรรมการวัดกระต่ายเต้นพร้อมนายมานพ ปิ่นวงษ์งาม ที่ปรึกษาด้านกฏหมายและชาวบ้านกระต่ายเต้น หมู่ 2 ตำบลท่าไม้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีกว่า 100 คนเดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณวัดกระต่ายเต้นเพื่อพาผู้สื่อข่าวไปดูร่องรอยของต้นสักเก่าแก่อายุกว่า70ปี ที่ถูกพระครูใบฎีกา สมัย สมจิตโต เจ้าอาวาสวัดกระต่ายเต้นพร้อมพรรคพวกแอบตัดเพื่อส่งขายให้กับโรงเลื่อยโดยที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการวัดและชาวบ้านรวมจำนวนทั้งสิ้น24ต้น โดยชาวบ้านกระต่ายเต้นกล่าวว่าต้นสักดังกล่าวเป็นต้นสักที่อดีตเจ้าอาวาสวัดกระต่ายเต้นพร้อมด้วยพระลูกวัดและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันปลูกในพื้นที่ของวัดเพื่อเป็นการแสดงอาณาเขตและสร้างความร่มรื่นให้กับวัดโดยเริ่มต้นปลูกกันมาตั้งแต่ปี 2499 ผ่านการดูแลโดยอดีตเจ้าอาวาสมาหลายรูปก็ไม่เคยมีการคิดที่จะตัดต้นไม้ดังกล่าวมาก่อน มีแต่ช่วยกันดูแลให้แข็งแรงสวยงามเคียงคู่วัดตลอดไป แต่เมื่อพระครูใบฎีกา สมัย สมจิตโต เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี 2546 ก็ได้มีการนำเอาโฉนดที่ดินของวัด เนื้อที่ 74 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ไปขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่าเพื่อการพาณิชย์ ทั้งที่จริงแล้วที่ดินทั้งหมดเป็นที่ดินที่มีการสร้างวัดศาลาการเปรียญ อุโบสถและโรงเรียนของวัดกระต่ายเต้นและมีการปลูกไม้สักจำนวนกว่าสี่ร้อยต้นเพื่อสร้างความร่มรื่นให้กับวัดไม่ได้เป็นที่ดินสวนป่าเพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใดกระทั่งเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาชาวบ้านพบว่าทางพระครูใบฎีกา สมัย สมจิตโต เจ้าอาวาสวัดกระต่ายเต้นพร้อมพรรคพวกได้แอบตัดต้นสักขนาดใหญ่อายุกว่า 70 ปี ที่อยู่ในบริเวณวัดเพื่อส่งขายให้กับโรงเลื่อยในพื้นที่จังหวัดนครปฐมโดยไม่ได้มีการหารือกับคณะกรรมการวัดหรือชาวบ้านแต่อย่างใดเมื่อคณะกรรมการวัดและชาวบ้านเข้าไปสอบถามถึงเรื่องการตัดไม้สักจากเจ้าอาวาสก็ได้รับคำชี้แจงเพียงว่าทางเจ้าอาวาสได้ทำเรื่องขออนุญาติตัดไม้จากทางราชการแล้วและได้ทำสัญญาส่งขายให้กับโรงเลื่อยจำนวนทั้งสิ้น30ต้น 




ในราคา 300,000 บาท แต่ชาวบ้านมาทราบเรื่องในขณะที่มีการตัดไปได้แล้ว24ต้นชาวบ้านจึงเข้าขัดขวางไม่ให้มีการตัดไม้สักในวัดเพิ่ม ก่อนที่จะมีการเข้าไปเจรจากับทางโรงเลื่อยเพื่อขอซื้อไม้สักที่ถูกตัดไปกลับคืนมา ในราคาถึง600,000บาทโดยชาวบ้านได้เงินคืนมาจากเจ้าอาวาสจำนวนสามแสนบาทและรวบรวมเงินกันเองอีกสามแสนบาทเพื่อนำไปซื้อไม้สักดังกล่าวกลับมาไว้ที่วัดตามเดิมชาวบ้านยังได้กล่าวว่าการกระทำของเจ้าอาวาสในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมากจึงได้มีการรวมตัวกันทำหนังสือร้องเรียนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรีและเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อขอให้มีการสอบสวนถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ร้องขอให้มีการปลอดพระครูใบฎีกา สมัย สมจิตโต ออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดกระต่ายเต้นด้วยเนื่องจากที่ผ่านมา พระครูใบฎีกาสมัย มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายเรื่องจนไม่เป็นที่ยอมรับของชาวบ้านกระทั่งมามีเรื่องของการลอบตัดไม้สักเก่าแก่ภายในวัดเกิดขึ้นอีกหลังชาวบ้านเดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณวัดกระต่ายเต้นแล้ว จึงได้ตกลงใจที่จะรวมตัวกันเข้าไปศาลาด้านหลังวัดซึ่งเป็นเขตหวงห้าม ที่ทางวัดไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้ามาได้ เพื่อจะไปขับไล่พระครูใบฎีกา สมัยสมจิตโต โดยเมื่อเดินทางไปถึงชาวบ้านกว่าร้อยคนได้มีปากเสียง โต้เถียงกับทางลูกศิษย์และญาติพี่น้องของเจ้าอาวาส จนเกือบจะมีการวางมวยกัน ก่อนที่เจ้าอาวาสจะยอมลงจากศาลามาพูดคุยกับชาวบ้าน โดยพระครูใบฎีกา สมัยสมจิตโต กล่าวถึงสาเหตุ ที่ต้องตัดไม้สักเก่าแก่อายุกว่า 70 ปี ภายในวัด ไปส่งขายให้กับโรงเลื่อยว่าเป็นเพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19ในตอนนี้ทำให้ทางวัดแทบจะไม่มีเงินค่าใช้จ่ายในวัดจึงจำเป็นต้องตัดไม้ไปขายเพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆและนำไปใช้สร้างกำแพงวัด 


ส่วนเรื่องที่ไม่ได้แจ้งหรือขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการวัดนั้น ความจริง ทางตนได้มีการแจ้งคณะกรรมการไปบางส่วนแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งทั้งหมด ในส่วนที่ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้น ทางพระครูใบฎีกาสมัย ยอมรับว่าเป็นความผิดของตนจริงและยินดีที่จะรับผิดชอบ โดยการลดบทบาท ไม่ขอเป็นเจ้าอาวาสวัดกระต่ายเต้นเป็นเวลาสองปี โดยจะให้รักษาการณ์เจ้าอาวาสขึ้นมาทำหน้าที่แทน แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังไม่พอใจและต้องการขับไล่ให้พระครูใบฎีกาสมัยออกจากวัดไป เพื่อให้ชาวบ้านสามารถเข้ามาทำบุญและทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่วัดได้ตามปกติ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างรับไม่ได้กับพฤติกรรมของพระครูใบฎีกาสมัย จึงไม่อยากเข้าวัดมาทำบุญและร่วมกิจกรรมกับทางวัดอีก แต่พระครูใบฎีกาสมัย ยังยืนยันว่าตนเองไม่ได้ทำผิดถึงขั้นที่จะต้องขาดจากความเป็นพระจึงไม่สามารถที่จะออกจากวัดไปตามที่ชาวบ้านเรียกร้องได้ ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจและตะโกนขับไล่พระใบฎีกาสมัยให้อกจากวัดไปก่อนจะยินยอมสลายตัวไปและนัดที่จะรวมตัวกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีทางเจ้าคณะตำบลท่าไม้ เจ้าคณะอำเภอท่ามะกา รวมถึงฝ่ายปกครองอำเภอท่ามะกาเข้ามาร่วมเจรจาหาทางออก ร่วมกับชาวบ้านและพระครูใบฎีกาสมัย สมจิตโตด้วย

 

กีรติ ก้อนทองคำ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.กาญจนบุรี




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน