หนุ่มขี่จักรยานยนต์ไปทำงานกลางดึกเจอสายสลิงขึงกลางถนนคอหวิดขาด

7 มี.ค. 2564


วันที่ 6 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่ง ได้โพสต์รูปภาพเด็กชายวัยรุ่นรายหนึ่ง มีรอยบาดแผลที่บริเวณคอ พร้อมระบุข้อความเตือนภัยว่า “ฝากเตือนภัยกันหน่อยนะครับสำหรับคนขับขี่ช่วงยามวิกาล เหตุเกิดแถวทางโค้งทางไปบ้านหัวโตกใกล้ๆ โรงน้ำดื่ม มีบุคคลขึงลวดสลิงกั้นทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คนก่อนหน้านี้ก็มีผู้บาดเจ็บได้ไปแจ้งความแล้วครับโปรดระวัง” ลงในกลุ่มคนรักนาเฉลียง (เพชรบูรณ์)

หลังจากภาพ และข้อความดังกล่าว ได้ถูกโพสต์แชร์ออกไปในโลกโซเชียล ได้มีผู้ใช้เฟสบุ๊คเข้ามาแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก เช่น “น่ากลัวจัง, พวกเราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา, คัยมันจังไรทำไปเพื่ออะไร, ขึงหา พร่องงง..มึงหรา สาดดดด, แค่โค้งธรรมดาก็อันตรายล่ะเศษกรวดเศษดินทำให้รถล้มได้ยังจะมีคนมาทำอะไรแบบนี้อีกจับมันให้ได้ครับ, ตำรวจต้องโชว์ฝีมือแล้วมั๊ยค๊าา ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาด้วยค๊า ร่วมแรง ร่วมใจ ถึงจะจับคนร้ายไม่ได้ แต่ป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุกับรายต่อไป ใครจะไปรู้ว่ารายต่อไปจะเป็นลูกหลานเรารึเปล่า”

นอกจากนี้กล้องวงจรปิดที่บริเวณใกล้เคียง ยังสามารถจับภาพชายจำนวน 1 คนไม่สวมเสื้อ กำลังยืนทำอะไรบางอย่างอยู่ที่เสาไฟฟ้าจุดเกิดเหตุ ในช่วงเวลา 2 นาฬิกา 54 นาที ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนร้ายที่กำลังก่อเหตุนำลวดสลิงมาขึงไว้ จากนั้นก็เดินออกไป แต่บริเวณดังกล่าวมืดมาก เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง จึงทำให้กล้องวงจรปิดจับภาพได้ไม่ชัดเจน




ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 94 หมู่ 6 ต.นาเเฉลียง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ พบนางสาววรารัตน์ เภาคำ อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของเฟสบุ๊ค และเป็นพี่สาวนายขจรศักดิ์ กองแก้ว อายุ 16 ปี ที่ประสบเหตุ พร้อมกับนางสุนี จันทะคุณ อายุ 47 ปี ผู้เป็นมารดา ได้พาผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ ที่ถนนสายนาเฉลียง-บ้านหัวโตก บริเวณพื้นที่หมู่ 6 บ้านโคกสุด ต.นาเเฉลียง อ.หนองไผ่ ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นชุมชนที่มีร้านค้าและบ้านเรือนประชาชน อยู่สองข้างทาง ค่อนข้างหนาแน่น แต่จุดเกิดเหตุเป็นทางโค้งที่รถต้องชลอความเร็ว และเป็นช่วงที่มีบ้านเรือนประชาชนอยู่ตรงข้ามกับพื้นที่ว่างที่มีต้นมะขามเทศ ที่คนร้ายใช้ในการขึงลวดสลิงกับเสาไฟฟ้าอีกฝั่งถนน

นายขจรศักดิ์ กองแก้ว อายุ 16 ปี ผู้ประสบเหตุ เล่าว่า ปกติหลังเลิกเรียนตนจะขี่จักรยานยนต์ผ่านเส้นทางนี้ เพื่อไปรับจ้างตากยาเส้นที่บ้านหัวโตก ระยะทางราว 3 กิโลเมตร และจะเดินทางกลับถึงบ้านเวลา 2 ทุ่ม แต่เมื่อคืนเกิดฝนตก นายจ้างเรียกให้ไปช่วยตอนตี 3 ตนจึงขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านมาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นทางโค้งและมืดมาก รู้สึกตัวว่าเจ็บที่บริเวณที่คอ เหมือนถูกสายอะไรบางอย่างบาดที่คอ จึงจอดรถมองดูพบว่าเป็นสายไฟสีดำ ขึงขวางถนนจากฝั่งตรงข้าม ซึ่งสายดังกล่าวน่าจะถูกมัดจากต้นมะขามเทศกับเสาไฟฟ้า แต่เนื่องจากตนกำลังเก็บเงินเพื่อเตรียมตัวไปทัศนศึกษา จึงรีบไปทำงานต่อโดยไม่ได้เล่าเรื่องที่ประสบเหตุให้ใครฟัง จนเสร็จงานกลับมาบ้านจึงเล่าให้แม่ฟัง


นางสุนี จันทะคุณ อายุ 47 ปี แม่ผู้ประสบเหตุ เล่าว่า เมื่อเช้าลูกชายกลับมาจากทำงาน เล่าเหตุการณ์ที่ถูกสายไฟปาดคอ ได้รับบาดเจ็บ ตนรู้สึกตกใจถึงกับร้องไห้ ถามลูกว่าแล้วทำไมไม่รีบกลับบ้าน ลูกชายตอบว่าถ้ากลับบ้านก็ไม่ได้เงิน ตนเข้าใจดีว่าลูกชายกำลังเก็บเงินไว้ไปทัศนศึกษากับทางโรงเรียน จึงรีบพาลูกชายไปหาหมอเพื่อรักษาบาดแผลที่คอ และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.นาเฉลียง และยืนยันว่าลูกชายเป็นเด็กดีเรียบร้อยตั้งใจเรียนไม่เที่ยวเตร่ ไม่เคยมีปัญหากับใคร หลังเลิกเรียนก็ไปรับจ้างเก็บเงินไว้ใช้เองไม่ต้องขอพ่อแม่

นางสาววรารัตน์ เภาคำ อายุ 29 ปี พี่สาวผู้ประสบเหตุ เล่าว่า ตำรวจน่าจะทราบตัวคนร้ายแล้ว แต่หลักฐานยังไม่ชัดเจน คนร้ายน่าจะเป็นพวกเมายาและสติไม่ดี ตำรวจยังไม่ลงความเห็นว่า หวังทรัพย์สินหรือไม่ มันมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น 2-3 ครั้งแล้ว เห็นชาวบ้านบอกว่าอย่างนั้น แต่ 2-3 รายที่ผ่านมานั้น ได้แจ้งความหรือเปล่าหนูไม่รู้ ณ.จุดนี้ยามวิกาลก็จะไม่ผ่านแล้ว ไม่ใช่แค่พวกตนกลัว คนแถวนี้ก็อาจจะกลัวด้วย อยากจะให้ตำรวจตามจับให้ได้ เพราะอยากให้เคสน้องตนเป็นเคสสุดท้าย

นิติพงษ์ ศรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน