ชาวบ้านแฮปปี้ ร้านค้าปลื้มเงิน "เราชนะ" ถึงมือผู้บริโภค สู่ร้านค้า ส่งผลเศรษฐกิจหมุนเวียน เกิด Spring Money

publish : 22 ก.พ. 2564 อ่าน 7 ครั้ง



วันที่  22 ก.พ. 2564 ความคืบหน้าจากการที่รัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโควิด19 ด้วยการจัดนโยบาย “เราชนะ” ให้ประชาชนผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือยังเข้าไม่ถึงโครงการใดๆที่รัฐเคยจัดสวัสดิการให้ ให้มาลงทะเบียนแล้วจะได้เงิน 7,000 บาท เพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นทั้งห้างสรรพสินค้าหรือร้านโชห่วยทั้งที่เป็ นนิติบุคคล และ บุคคลธรรมดา  ซึ่งเงินก้อนแรกของกลุ่มแรกๆ มีการโอนเงินผ่านแอพเป๋าตังค์โดยผ่าน G-Wallet  แต่สำหรับกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงสมาร์ทโฟน ก็ได้รับเงิน7,000 จากโครงการ “เราชนะ” ด้วยเช่นกัน สรุปก็คือใช้สมาร์ทโฟนหรือบัตรประชาชนไปดำเนินการจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้...ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพบกับ  นายจาตุรนต์  เหลืองสว่าง “คุณอู๋” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหแสงชัยมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ 21/39-40 ถนนคลองคะเชนทร์ อ.เมือง จ.พิจิตร  ได้พาดูบรรยากาศของประชาชนที่พากันมาเข้าแถวเพื่อซื้อสินค้าในแต่ละวันประมาณ 500 คน  โดยร้านค้าแห่งนี้เป็นร้านค้าปลีก-ค้าส่ง และขายลูกค้ารายย่อย ซึ่งเข้าโครงการของรัฐบาลที่ สนง.พาณิชย์จังหวัดพิจิตร มาชักชวนและแนะนำทุกโครงการ ซึ่ง นายจาตุรนต์  “คุณอู๋” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหแสงชัยมาร์เก็ตติ้ง เล่าให้ฟังถึงโครงการที่เข้าร่วมกับรัฐบาลในช่วงวิกฤษเศรษฐกิจว่า ร้านของตนเข้าร่วมโครงการที่ 1 คือ โครงการธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือคนชนชั้นรากหญ้าอย่างแท้จริง ได้เงินคนละ 200-300 บาท ต่อเดือน ส่งเงินจ่ายตรงเข้าในบัตรประชาชน หรือ สมาร์ทโฟน ไม่ผ่านขบวนการขั้นตอนหรือมีค่าดำเนินการเงินถึงมือชาวบ้านเต็มๆ ได้เงินต่อคน 200-300 บาทต่อเดือน สมมุติว่าครอบครัวหนึ่งมี 3-5 คน ได้รวมกัน 1,500 บาท ก็นำมาซื้อ ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ทำให้คุณภาพชีวิตในครอบครัวดีขึ้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มกำลังซื้อให้กับฐานรากที่เค้าต้องการเงินไปใช้จ่ายจริง  จึงนับได้ว่าเป็นสวัสดิการพื้นฐานอย่างแท้จริง...จากนั้นเป็นโครงการที่ 2 คือ ชิม ช้อป ใช้ โครงการนี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอพูดในมุมมองของร้านค้าก็คือ รัฐบาลต้องการให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น จึงจ่ายเม็ดเงินให้คนละ 1,500 บาท  ซึ่งทางร้านยอมรับว่าในตอนนั้นขายดีขึ้นมากๆ ลูกค้ากล่าใช้เงินเพิ่มมากขึ้นเหตุเพราะเงินในกระเป๋ามีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีรายรับอยู่ประมาณ 12,000-15,000 บาท  แต่มีรายจ่ายเช่าบ้าน-ผ่อนบ้าน เดือนละ 5,000 บาท ผ่อนรถ 3,000 บาท รวม 8,000 บาท เหลือ 4,000 บาท กินใช้ในครอบครัวก็ต้องจำกัดจำเกลี่ย พอใรเงิน ชิม ช้อป ใช้ มาเข้ากระเป๋าคนทำงานที่อยู่ใน กทม. ก็เริ่มมีเงินไปซื้อของนอกเหนือจากปัจจัย 4 บ้างก็ไปซื้ออุปกรณ์ IT หรือสิ้งที่ตัวเองอยากได้ แต่มนุษย์เงินเดือนในต่างจังหวัดก็นำมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อของกิน ของใช้ ที่อยากได้ เพิ่มมากขึ้นกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ( โครงการคนละครึ่งร้านค้าแห่งนี้ไม่ได้เจ้าร่วมโครงการเนื่องจากเป็นนิติบุคคล )




โครงการที่ 3 คือ โครงการ “เราชนะ” นายจาตุรนต์  เหลืองสว่าง “คุณอู๋” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหแสงชัยมาร์เก็ตติ้ง เล่าต่อว่า...โครงการนี้เม็ดเงินก้อนโตขึ้น เพราะโครงการธงฟ้าประชารัฐได้คนละ 200-300 บาท 1 ปีก็ได้เงินแค่ 3,600 บาท แต่โครงการ “เราชนะ” ภายในระยะเวลา 2 เดือน คือตามกำหนดเงื่อนไขให้ลงทะเบียน 5 มีนาคม 2564 ผู้ได้สิทธิจะได้เงิน 7,000 บาท/คน  แต่ต้องใช้เงินจับจ่ายใช้สอยภายใน 4 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นยาแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคโควิด 19 เพราะที่ผ่านมาประชาชนหวาดกลัววิตกจริตจึงไม่กล้าใช้เงิน “เมื่อทุกคนไม่กล้าใช้เงิน เงินก็ไม่หมุน พอเงินไม่หมน เศรษฐกิจก็พังทลายหมด การจ้างงานก็เสียหาย ได้รับผลกระทบตามไปด้วย รัฐจึงมีโครงการออกมา ซึ่งทุกโครงการก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน เราเป็นชาวบ้านก็ต้องเข้าถึงเข้าใจของนโยบายเหล่านี้ด้วย ”


สำหรับบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยสังเกตได้ว่าสินค้าที่มียอดขายอันดับ 1. คือ ข้าวสาร 2. น้ำมันพืช  3. น้ำตาล  4. เครื่องครัว เช่นน้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ   5. นมและบะหมี่สำเร็จรูป 6.ของใช้ สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก  7. เครื่องประทินความงาม  8. อุปกรณ์ใช้ในครัวเรือน กระทะ ถ้วย ชาม กะละมัง หม้อ ( ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยขายได้เลย )  9. เครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม เตารีด เครื่องซักผ้า รวมไปถึงเครื่องปรับอากาศ

สิทธิพจน์  เกบุ้ย จ.พิจิตร 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน