ป้าสุดช้ำ ค้ำประกันซื้อรถยนต์ให้คนอื่น ตัวเองกลับถูกยึดบ้านยึดที่ดิน ซ้ำร้ายถูกแจ้งจับข้อหาบุกรุก หมดหนทางไปขอพึ่งผู้ใจบุญ

21 ธ.ค. 2563


จากกรณีเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 63 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งการร้องเรียนขอความช่วยเหลือ จากนางอำไพ โพธิประสิทธิ์ อายุ 60 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี กรณีไปคำประกันซื้อรถยนต์ แต่กลับถูกยึดบ้าน ก่อนทนายประมูลซื้อเองเป็นจำนวนเงิน 160,000 แล้วมาขายคืนในราคา 870,000 บาท หนำซ้ำยังถูกข่มขู่แจ้งจับบุกรุก  

โดยกรณีดังกล่าว นางอำไพ ตอนนี้จะถูกยึดบ้าน จากคดีค้ำประกันรถยนต์ให้กับคนที่ไม่รู้จัก แต่ที่ค้ำให้เขาก็เพราะคนที่เรารู้จักและนับถือมาขอให้ป้าไปค้ำประกัน และเราก็ไม่รู้จักกับคนซื้อรถเลย ซึ่งราคารถนั้นประมาณ 800,000 บาท   มารู้อีกทีก็ตอนเกิดเรื่อง ว่าคนซื้อเขาได้คืนรถไปแล้วโดยที่ไม่ได้บอกเรา หลังส่งรถคืนไฟแนนท์แล้วจะต้องเสียค่าส่วนต่าง จากนั้นผู้ซื้อก็เงียบหายไป มารู้อีกทีคือบ้านที่นำไปค้ำประกันการซื้อรถ ได้ถูกขายทอดตลาดโดยกรมบังคับคดีไปแล้ว ต่อมามีทนายคนหนึ่งประมูลได้ในราคา160,000 บาท  ทนายเอามาเสนอขายคืนในราคา 870,000 บาท จากนั้นนางอำไพ ทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่มีความรู้อะไร ทางทนายให้เวลาย้ายออกภายในหนึ่งเดือนถ้าไม่ย้ายออกไปจะแจ้งจับทุกคนในบ้าน ทำให้นางอำไพไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ใหน เพราะบ้านหลังนี้อาศัยอยู่ 10 ชีวิตมีทั้งคนแก่ อายุ 87-77-60- และลูกๆ หลานอายุ  2 ขวบ จึงพยายามหาผู้ช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรม เบอร์โทรศัพท์ นางอำไพ 089 537 1959

 




ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของนางอำไพ โพธิประสิทธิ์ ที่ ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อสอบถามและตรวจสอบเอกสารต่างๆ พบบ้านหลังดังกล่าวที่จะถูกยึด เป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ มีเนื้อที่ทั้งหมด 96 ตารางวา โดยนางอำไพ เมื่อพบกับผู้สื่อข่าว ถึงกับดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ หวังเป็นที่พึ่งเรียกร้องความเป็นธรรม ได้นำเอกสาร และเปิดไลน์การพูดคุยกับทนายและผู้ซื้อรถ ให้ผู้สื่อข่าวดูประกอบเป็นหลักฐาน

นางอำไพ โพธิประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ทนายโทรมาวันนึง 23 สาย แต่ป้าไม่อยากรับสายเพราะว่าป้าเป็นโรคหัวใจอยู่ ก็เลยไม่กล้ารับ เพราะว่าโทรมาแต่ละครั้ง ทนายไม่เคยพูดดีเลย ก็เลยไม่อยากจะรับ เขาโทรมาขู่ว่าป้าทำอย่างนี้ผมเสียหายนะ อ๊าว แล้วป้าไม่เสียหายหรือ ทนายบอกป้าเสียหายอะไร บ้านป้าก็ได้อยู่ฟรีแต่ตอนนี้มันเป็นบ้านของผมแล้ว บ้านป้าก็ไม่ใช่แล้ว ถ้าป้าจะอยู่ต่อป้าก็ต้องเสียค่าเช่าแล้ว เดือนละ 5,000 บาท จากนั้นทุกครั้งที่ทนายโทรมาป้าก็ไม่รับสายเลย เขาก็โทรมาอยู่เรื่อยๆแล้วเปลี่ยนมาเป็นคุยทางไลน์ ก็คุยเรื่องบ้านนั่นแหละข้อความไลน์เขาก็บอกว่าผมสงสารป้าอยู่แต่ตอนนี้ผมไม่สงสารแล้ว ผมจะไม่ลดให้แล้ว แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ทนายก็โทรมาอีก บอกให้หาเงินสดมา เขาจะเอา 300,000 บาท เขาลดให้ 300,000 บาท แต่ต้องเป็นเงินสดและเร็ว เงินด่วน ถ้านานก็ไม่ได้ จากยอดเงินที่เขาลดให้แหลือ 600,000 บาท ส่วนในเรื่องที่ค้ำประกันรถแล้วต้องสูญเสียบ้านเนี่ย ป้าก็มาคิดดูป้าไม่มีความผิดอะไรป้าต้องมาเสียบ้านหลังนี้ไป อะไรก็ไม่ได้สักอย่าง แต่ถ้าเป็นหนี้ที่ป้าก่อเองป้าจะไม่เสียใจเลย มันไม่ยุติธรรมกับป้าเลยส่วนคนชื่อต้าป้าก็พยายามพูดดีกับเขามาตลอดนะ ป้าขอให้เขามาช่วยป้าบ้าง แต่เขาก็บอกกับป้าว่าเขาจะช่วย แต่ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยช่วยเลย เพียงแค่บอกว่าเขายังหาตังไม่ได้ ต้าซึ่งเป็นผู้ซื้อรถเขาก็ยังติดต่อกับป้าอยู่ และปัญหาเรื่องนี้ป้าก็พยายามแก้ปัญหาอยู่ทุกวิถีทาง อย่างวันนี้ป้าก็ไปหากู้เงินโดยการจำนำรถ แต่รถยังส่งไม่หมดและรายได้ป้าก็ไม่มี เศษผ้าก็ไม่มีขายมาให้เราทำก็ต้องหยุดเย็บ เมื่อก่อนยังมีเข้ามาบ้างเศษผ้าเราก็พอหาได้แต่ตอนนี้โรงงานเขาปิด โควิด ก็เลยไม่มีเศษผ้ามาเย็บ ไปซื้อที่ไหนก็ไม่ได้ ภาระก็มีหลายอย่างเหมือนกันป้าต้องส่งรถ ถ้าไม่มีรถเราก็ขายของพวกนี้ไม่ได้ และก็เลี้ยงหลานอยู่บ้านทำงานด้วย เลี้ยงหลานด้วย หลานก็เพิ่งจะได้ 2 ขวบ รายได้บางทีก็มีเข้ามาเหมือนกันวันละ 40-50 เพราะว่ารับเปลี่ยนซิปเปลี่ยนยาง บางวันก็ไม่มีรายได้เลยเหมือนวันนี้ ก็อยากออกสื่อว่าให้ช่วยหาหนทางให้ป้ามั่งเถอะป้าเสียดายบ้านป้าไม่มีที่อยู่ป้าทำมาทั้งชีวิตบ้านหลังนี้ ป้าไม่อยากสูญเสียบ้านไป แล้วป้าจะไปอยู่ตรงไหนหลานก็ยังไม่โต จะหอบหลานไปอยู่วัดมันก็เป็นไปไม่ได้ 


ล่าสุดวันนี้ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของนางอำไพ โพธิประสิทธิ์ อายุ 60 ปี กรณีไปค้ำประกันซื้อรถยนต์ แต่กลับถูกยึดบ้าน หลังจากได้รับการติดต่อร้องทุกข์ เมื่อนางอำไพ พบกับผู้สื่อข่าว ถึงกับดีใจร้องไห้ กลั้นน้ำตาไม่อยู่ โดยหวังเป็นที่พึ่งสุดท้าย พร่ำพรรณนาว่าป้าหมดปัญญาแล้ว จากการดิ้นรนในทุกวิถีทางตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 63 เวลา 09.00 น.ทนายที่ว่าความให้ได้โทรศัพย์แจ้งมาว่า ป้าแพ้คดีความ ต้องย้ายออกจากบ้าน โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นสิทธิของผู้ซื้อไปแล้ว เนื่องจากศาลได้ตัดสิน ตามหลักฐาน

ต่อมานางอำไพได้รับการติดต่อจากผู้ซื้อ ได้บอกว่าหากอยากได้บ้านคืนต้องหาเงินมาซื้อคืนกลับไป แต่นางอำไพได้ขอผ่อนผันต่อรองราคาบ้าน จากเดิมราคา 3 แสนบาท ทางผู้ซื้อไม่ตกลงและไม่ยินยอมให้ผ่อนชำระแต่กลับเพิ่มราคาเป็น 4 แสนบาท โดยมีกำหนดให้ย้ายออกไปใน วันที่ 8 ม.ค. 64 ทำให้ครอบครัวของนางอำไพ เป็นทุกข์อย่างมาก ที่จะไม่มีที่อยู่ที่อาศัยซุกหัวนอน พยายามดิ้นรนหากู้เงิน ซึ่งนางอำไพก็พร้อมที่จะผ่อนชำระให้เดือนละ 5 พันบาท แต่ก็ไม่มีใครให้กู้ กระทั้งล่าสุดไปติดต่อขอกู้กับทางธนาคาร หลายแห่ง แต่ด้วยที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจึงกู้ไม่ได้ คงเหลือความหวังสุดท้ายจากสื่อ ช่วยประชาสัมพันธ์ หาผู้ใจบุญส่งเคราะห์ครอบครัวของป้าด้วย เพราะป้าไม่มีที่จะไปแล้ว ครอบครัวก็ไม่เคยแยกจากกัน หลานก็ยังเล็กอยู่ ส่วนสามีของนางอำไพ บอกว่า ได้พยายามดิ้นรนหาวิธีให้ได้บ้านกลับคืนมา จนไม่รู้จะไปทางไหนอีกแล้ว หมดปัญญาจริงๆ ตนเองทั้งสองพร้อมที่สู้และพร้อมที่จะหาเงินมาผ่อนชำระให้ได้ในทุกทาง หวังเพียงผู้ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือ และสื่อเป็นที่พึ่งสุดท้าย หากผู้ใจบุญช่วยสงเคราะห์ช่วยเหลือให้ได้บ้านกลับคืนมาให้ติดต่อผ่านสื่อ 

เกียรติยง อัศวราศี ผู้สื่อข่าวจังหวัดสระบุรี




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน