สองสามีภรรยาขอความเป็นธรรม สงสัยถูกโกงที่ดินซึ่งเป็นที่อาศัย

7 ก.ย. 2563


  วันที่ 7 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้ไปพบกับ นางลำไย จำนงค์ อายุ 62 ปี และนายมนัส จำนง อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ 10 ตำบลคลุกดู อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งทั้งสองคนได้ร้องทุกข์และเปิดเผยเรื่องราวว่า วันที่ 26 มกราคม 2547 ลูกชายนั้นได้จะออกรถยนต์ซึ่งเป็นกระบะรถมือสองแต่ต่อมานั้นสภาพรถยนต์นั้นเก่ามากๆและซ่อมไม่ไหวรถคันดังกล่าวนั้นส่งได้ไป 2 ปีกว่า จึงได้ทิ้งแล้วปล่อยให้บริษัท ไฟแนนซ์ นั้นยึดรถยนต์ไป และทาง บริษัท ไฟแนนซ์ นั้นได้แจ้งหนี้ว่า ยังมีหนี้ที่ค้างชำระเป็นเงิน 17,000 บาท และหากว่ามีค่าติดตามหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆก็จะแจ้งให้ทราบในภายหลัง โดยมีนายมนัส ผู้เป็นพ่อนั้นเป็นคนไปเซ็นค้ำประกันรถยนต์ให้หลังจากนั้นพอเรื่องนั้นส่งฟ้องร้องถึงศาลแล้วพอไปค้นต้นคั่วเอกสารดู  นายมนัส นั้นได้จำนองที่ดินอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่งสาขาอำเภอทัพทันไว้ในราคา 90,000 บาท เพื่อเอามาซ่อมแซมบ้านและต่อมานางลำไย นั้นได้ไปติดต่อทางสำนักงานที่ดินก็ถึงกับตกใจ เพราะได้เดินทางไปดูเรื่องที่สำนักงานที่ดิน ถึงกับตกใจ เพราะชื่อเจ้าของโฉนดนั้นไม่ใช่ นายนายมนัส จำนง ผู้เป็นสามี จึงได้วิ่งเรื่องและสอบถามที่ที่ ธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาอำเภอทัพทัน แล้วก็ต้องตกใจอีกครั้งเพราะทาง ธนาคารนั้นแจ้งว่า ที่ดินของนายมนัส นั้นได้จำหน่ายออกไปแล้ว โดยมีคนเข้าไปซื้อโฉนดที่ดิน 2 ไร่ กับอีก 1 งาน โดยมีคนหนึ่ง(ขอสงวนชื่อ)ได้ซื้อที่ดินกับบริษัท ไฟแนนซ์ ไปแล้ว โดย ธนาคารได้บอกกับนางลำไยและนายมนัส ว่า ผมเองที่เป็นคนทำเรื่องให้ทางคนที่ซื้อโฉนดที่ดินของนายมนัสเอง โดยทางคนซื้อนั้นจ่ายได้กับทาง บริษัท ไฟแนนซ์ 20,000 หมื่นบาทและได้ให้กับทาง ธนาคาร อีก จำนวน 50,000 บาท เพราะทางป้าและลุงนั้นเป็นหนี้กับทางธนาคารก่อนหน้านั้น นางลำไย นั้นได้ยินถึงกับร้องให้ที่ธนาคารอย่างเสียใจ และบอกว่าทำไมไม่มีคนโทรไปแจ้งหรือมีจดหมายเลยว่าที่ดินนั้นถูกขายไปแล้วโดยไม่ได้แจ้งกับเจ้าของที่ดินเลยแบบนี้มันยุติธรรมหรอถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่และที่ผ่านมาโฉนดที่ดินนั้นก็อยู่กับนายมนัสโดยตลอดและไม่ได้เซ็น ยินยอมตกลงการซื้อขายได้อย่างไร




ต่อมาได้มีคนโทรศัพท์มาหา โดยคนที่โทรมานั้นนางลำไยนั้นเผยว่าพูดจาข่มขู่มาตลอดโดยได้โทรศัพท์มาหานางลำไยว่า เมื่อไหร่จะย้ายออกไปจากที่ดินของผมเพราะผมได้ซื้อจากบริษัท ไฟแนนซ์ โดยที่ดินนั้นได้ถูกขายไปแล้วอย่างถูกกฎหมาย นางลำไยเผยว่า คนที่อ้างว่าซื้อที่ดินนั้นตามหลักฐานที่ไปดูที่สำนักงานที่ดิน นั้นระบุวันที่การซื้อไป ตั้งแต่ปี 2553 แต่พอมาปีพ.ศ.2559 นั้นเพิ่งออกมาปรากฏตัว และจากนั้นมาก็โทรมาและเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ที่โทรมาบ่อยๆและพูดจาเหมือนข่มขู่มาตลอด

   นางลำไยนั้นเผยอีกว่าเคยได้ขอความช่วยเหลือไปยังศูนย์ดำรงค์ธรรมแล้วโดยทางศูนย์ดำรงค์ธรรม นั้นเคยติดต่อกับผู้ที่อ้างว่าซื้อที่ดินของนางลำไยไป และได้คำตอบว่า อันนี้ผมไม่รู้ ผมซื้อจากกองบังคับคดีของ  บริษัท ไฟแนนซ์ ซื้อแบบถูกต้องตามกฎหมาย ทางศูนย์ดำรงธรรมจึงบอกไปว่าลุงกับป้าเค้าไม่มีทางไปจะทำยังไง นายอุทัย จึงบอกว่าลุงกับป้าถ้าจะซื้อคืนก็จะขายในราคา 300,000 บาท นางลำไย จึงตอบว่าคุณซื้อไปแค่ 70,000 แต่มาขายในราคา 300,000 บาท จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อและที่ผ่านมาก็เคยขอความช่วยเหลือจากทนายคนหนึ่งแต่ทางคนที่รับสายหรือทางเรขา นั้นบอกกับนางลำไยว่า ป้าต้องวางเงินจำนวน 5000 บาท ทางทนายถึงจะรับเรื่องให้ จากนั้นนางลำไยก็ไม่รู้จะหันหน้าไปผึ้งใครได้อีกจึงได้ติดต่อผู้สื่อข่าว ขอความเป็นธรรมว่าเรื่องที่ดินของตัวเองที่ผ่านมานั้นนางลำไยมีความสงสัยมาตลอดว่ามันถูกต้องหรือไม่และยังมีความสงสัยว่าตัวเองจะถูกโกงที่ดินของตัวเองโดยไม่ชอบธรรม


นางลำไยนั้นทุกวันนี้ต้องเลี้ยงดูหลายชายที่ลูกชายนั้นนำมาให้ช่วยเลี้ยงดูอีกสองคน โดยนางลำไยนั้นได้ผ่าตัดเพราะกระดูกสันหลังนั้นทับเส้นประสาท ส่วนนายมนัส ผู้เป็นสามี นั้นเคยประสพอุบัติเหตุ ตาข้างขวานั้นบอดสนิททุกวันนี้เลี้ยงหลานและเลี้ยงชีวิตของตัวเอง โดยใช้เบี้ยพิการจำนวน 800 บาทและเบี้ยผู้สูงอายุ 600 บาท ส่วนนายมนัสนั้นได้เบี้ยผู้สูงอายุ 600 บาทและจำต้องทนเลี้ยงหลานที่กำลังโตถึง 2 คน ที่ลูกนั้นมีปัญหาทางครอบครัวจึงแยกกันและให้สองตาและยายนั้นเลี้ยง

   นายมนัสนั้นได้เปิดเผยว่า ทุกวันนี้มีเงินใช้ก็ไม่เพียงพอกับหลานๆที่กำลังเติบโต จึงไม่สามารถนำเงินไปซื้อที่ดินของตัวเองคืนกลับมา และคิดไว้ว่าหากที่ดินซึ่งเป็นผืนสุดท้ายโดยยึดไปก็จะขอจบชีวิตทั้ง 4 ในบ้านให้พ้นกรรมกันไป แต่หากเป็นไปได้ก็อยากจะขายไต สักข้างหนึ่งเพื่อนำเงินมาซื้อที่ดินไว้ให้หลานทั้งสองคนไว้เพื่อให้มีที่อยู่ที่อาศัยต่อไป

นันทศักดิ์ วัฒนพานิช ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ. อุทัยธานี




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน