เปิดบทสวด!!รัตนสูตร-โพชฌงคปริตร2 บทสวดรู้ภัยโรคระบาด-จวกยับ พระภิกษุอกตัญญู พูดเสียดสีดูถูกดูแคลนบทสวดให้กลายเป็นเรื่องตลกในสังคมพุทธ

25 มี.ค. 2563


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้วันที่ 25 มีนาคม 2563 มหาเถรสมาคมกำหนดให้วัดหลัก ๆ ในกรุงเทพ ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บท “รัตนสูตร”  ซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราช ฯ เสด็จเป็นองค์ประธานและ ในพิธีกรรมสำคัญลักษณะนี้ จะมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ทั่วประเทศ วัดที่ทำพิธีทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค จะนิมนต์พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 9 รูป ซึ่งจะนั่งห่างระยะ 1 เมตร เพื่อไม่ให้เกิดความแออัด และป้องกันการติดเชื้อ และจะไม่มีประชาชนมานั่งฟังในพิธี แต่เปิดโอกาสสวดมนต์พร้อมกันได้ผ่านการถ่ายทอดสด

            ก่อนหน้านี้เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรหลังจาก นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้ทุกวัดทั่วราชอาณาจักรและวัดไทยในต่างประเทศ เจริญพระพุทธมนต์บทรัตนสูตร เพื่อเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจในช่วงสถานการณ์ประเทศเกิดวิกฤติในขณะนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่โบราณก็มีช่วงที่ประเทศประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ เช่น การระบาดของโรคห่า (อหิวาตกโรค) จะมีการสวดมนต์บทนี้ เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีให้พ้นจากประเทศไป

            โดยต่อมามหาเถรสมาคมก็ได้มีมติกำหนดสวด ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ และส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์ถึงความเหมาะสม เพราะมองว่าการนำพระสงฆ์มาสวดมนต์รวมกันจะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรคหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า กิจกรรมดังกล่าวจะทำให้โรคโควิด-19 จางหายจริงหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วประเทศจะมีกระทรวงสาธารณสุขไว้ทำไม

            บางคนตั้งคำถามว่า เมื่อหากพระสงฆ์สวดมนต์นี้แล้วทำให้โรคหายได้จริง ทำไมประเทศไทยจึงต้องมีโรงพยาบาลสงฆ์ ซ้ำมีพระภิกษุบางรูปไม่เข้าใจสิ่งสาระสำคัญของการสวดมนต์ที่ต้องการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน มาตอกย้ำว่า การสวดมนต์ไม่สามารถไล่โรคได้ มีแต่ให้โรคเกิด

            สำหรับกลุ่มฆราวาสจะเสียดสีหรือวิจารณ์อย่างไรเกี่ยวกับบทสวดพอเข้าใจได้ เพราะฆราวาสคนรุ่นใหม่หรือพวกที่คิดแต่เรื่อง “ศาสตร์สมัยใหม่” อาจเข้าไม่ถึง “ความเชื่อคนรุ่นเก่า” กลุ่มนี้เราต้องให้อภัย เพราะความละเอียดอ่อนทางสติปัญญาอาจน้อยกว่าคนบรรพชนของเรา

            แต่สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่งคือ “บางคนห่มผ้าเหลืองหากินอยู่กับความเชื่อแท้ ๆ” กลับปฏิเสธสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคยปฏิบัติมาในสมัยพุทธกาล มาเสียดสี ดูถูกดูแคลนสิ่งที่ “พ่อ” ของตนบัญญัติขึ้นพระกลุ่มนี้ควรต้องประณามว่า “เป็นพวกอกตัญญู” ไม่รู้บุญคุณข้าวแดงแกงร้อน

            เรื่องแบบนี้เจ้าอาวาสต้องกล่าวตักเตือน เจ้าคณะปกครองต้องสั่งสอน เรื่องสิทธิ เรื่องกฎหมาย จะมาตั้งเป็นกรอบแล้วไปอ้างจับผิด ความเชื่อทางศาสนามิได้ ยิ่งตัวเองเป็นพระสงฆ์ยิ่งต้องสร้างความตระหนักให้กับประชาชนรับรู้ว่า บทสวดที่ปัดเป่าโรค สาระที่แท้จริงคืออะไร ทำไมโบราณจึงเชื่อ เชื่อแล้วได้อะไร แล้วอะไรที่แฝงอยู่ในความเชื่อนั้น ๆ  มิใช่ไปสร้างหรือจับผิดความเชื่อที่ปฎิบัติสืบ ๆ ต่อกันมา

            สำหรับ บทสวดรัตนสูตร หรือ “ระตะนะสุตตัง” เป็นการพรรณาสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย ให้เกิด เป็นอานุภาพ ขจัดภัยพิบัติทั้งมวล ขับไล่เสนียดจัญไร โรคภัยไข้เจ็บ เป็นพระสูตรที่พระอานนท์รับการถ่ายทอดมาจากพระพุทธเจ้า เพื่อใช้สวดขจัดปัดเป่าภัยพิบัติร้ายแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพื่อโปรดชาวกรุงเวสาลีให้รอดพ้นจากโรคระบาดอหิวาตกโรค ปัดเป่าภยันตรายทั้งหลายทั้งปวงที่กำลังรุมเร้า และเผชิญกับความอดอยากเพราะฝนแล้ง จนผู้คนล้มตายเกลื่อนกลาดเป็นจำนวนมาก ต้องนำศพไปทิ้งนอกเมือง

            พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้พระอานนท์เถระ รำลึกถึงคุณพระรัตนะ ทำสัจกิริยาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้เกิดความสุขสวัสดีแก่ชาวกรุงเวสาลี และด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนสูตรนี้ ภัยพิบัติร้ายแรงได้ระงับลงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันนิยมสวดรัตนสูตรทุกครั้งที่มีการทำน้ำพระพุทธมนต์ ทั้งยังมีอานุภาพป้องกันจากโจรผู้ร้าย นายผู้ปกครอง อาวุธ เคราะห์กรรม สัตว์ร้าย ภัยธรรมชาติ และพ้นจากอุปสรรคอันตรายทั้งหลาย

สำหรับกลุ่มฆราวาสจะเสียดสีหรือวิจารณ์อย่างไรเกี่ยวกับบทสวดพอเข้าใจได้ เพราะฆราวาสคนรุ่นใหม่หรือพวกที่คิดแต่เรื่อง “ศาสตร์สมัยใหม่” อาจเข้าไม่ถึง “ความเชื่อคนรุ่นเก่า” กลุ่มนี้เราต้องให้อภัย เพราะความละเอียดอ่อนทางสติปัญญาอาจน้อยกว่าคนบรรพชนของเรา

            แต่สิ่งที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่งคือ “บางคนห่มผ้าเหลืองหากินอยู่กับความเชื่อแท้ๆ” กลับปฎิเสธสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคยปฎิบัติมาในสมัยพุทธกาล มาเสียดสี ดูถูกดูแคลนสิ่งที่ “พ่อ” ของตนบัญญัติขึ้น พระกลุ่มนี้ควรต้องประณามว่า “เป็นพวกอกตัญญู”  ไม่รู้บุญคุณข้าวแดงแกงร้อน

 

บทสวดโพชฌงคปริตร สวดขจัดโรคภัย โรคระบาด



เรื่องแบบนี้เจ้าอาวาสต้องกล่าวตักเตือน เจ้าคณะปกครองต้องสั่งสอน เรื่องสิทธิ เรื่องกฎหมาย จะมาตั้งเป็นกรอบแล้วไปอ้างจับผิด ความเชื่อทางศาสนามิได้ ยิ่งตัวเองเป็นพระสงฆ์ยิ่งต้องสร้างความตระหนักให้กับประชาชนรับรู้ว่า บทสวดที่ปัดเป่าโรค สาระที่แท้จริงคืออะไร ทำไมโบราณจึงเชื่อ เชื่อแล้วได้อะไร แล้วอะไรที่แฝงอยู่ในความเชื่อนั้น ๆ  มิใช่ไปสร้างหรือจับผิดความเชื่อที่ปฎิบัติสืบ ๆ ต่อกันมา

            สำหรับ บทสวดรัตนสูตร หรือ “ระตะนะสุตตัง” เป็นการพรรณาสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย ให้เกิด เป็นอานุภาพ ขจัดภัยพิบัติทั้งมวล ขับไล่เสนียดจัญไร โรคภัยไข้เจ็บ เป็นพระสูตรที่พระอานนท์รับการถ่ายทอดมาจากพระพุทธเจ้า เพื่อใช้สวดขจัดปัดเป่าภัยพิบัติร้ายแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพื่อโปรดชาวกรุงเวสาลีให้รอดพ้นจากโรคระบาดอหิวาตกโรค ปัดเป่าภยันตรายทั้งหลายทั้งปวงที่กำลังรุมเร้า และเผชิญกับความอดอยากเพราะฝนแล้ง จนผู้คนล้มตายเกลื่อนกลาดเป็นจำนวนมาก ต้องนำศพไปทิ้งนอกเมือง

            พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้พระอานนท์เถระ รำลึกถึงคุณพระรัตนะ ทำสัจกิริยาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้เกิดความสุขสวัสดีแก่ชาวกรุงเวสาลี และด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนสูตรนี้ ภัยพิบัติร้ายแรงได้ระงับลงอย่างฉับพลัน ปัจจุบันนิยมสวดรัตนสูตรทุกครั้งที่มีการทำน้ำพระพุทธมนต์ ทั้งยังมีอานุภาพป้องกันจากโจรผู้ร้าย นายผู้ปกครอง อาวุธ เคราะห์กรรม สัตว์ร้าย ภัยธรรมชาติ และพ้นจากอุปสรรคอันตรายทั้งหลาย

สำหรับเนื้อหาของบทสวดรัตนสูตร เพื่อความร่มเย็นในชีวิต เป็นการกล่าวถึงคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แบ่งเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกการประกาศให้เหล่าภูตคุ้มครองรักษาพวกมนุษย์ ที่นำเครื่องพลีกรรมมาบวงสรวงทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ส่วนที่ 2 บรรยายคุณพระรัตนตรัย โดยเฉพาะคุณของพระสงฆ์ เป็นผู้ประกอบด้วยศีล มีใจมั่นคง ไม่มีกามกิเลส ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม และมีพระนิพพานอันเป็นอมตะ และส่วนที่ 3 ประกาศให้ภูตทั้งหลาย จงนมัสการพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ และอำนวยพรให้สรรพสัตว์เหล่านี้มีความสวัสดี

            สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกและสังคมไทยตอนนี้ พวกเราต้องร่วมมือกัน ต้องอดทน ต้องรู้จักการเสียสละ และต้องรู้จักให้กำลังใจคนทำงาน มิใช่เวลาที่จะมาจับผิดหรือไปพูดเสียดสีให้คนทำงานเสียกำลังใจ

            บทสวด รัตนสูตร ทางวิทยาศาสตร์แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่า สามารถช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บได้จริงหรือไม่ แต่ในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนแล้ว ไม่มีศาสตร์ใด..สู้พุทธศาสตร์ได้.

 

                                            


อีกบทสวดหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา ที่เป็นการสวดมนต์เพื่อขจัด ปัดเป่าโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งมีระบุเรื่องราวในพระไตรปิฎกอย่างชัดเจน คือบทสวดโพชฌงคปริตร

            การสวดมนต์ขจัดโรคร้ายทำอย่างไร โดย ธ.ธรรมรักษ์ อธิบายไว้ว่า ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า เมื่อครั้งที่ตัวเราเองหรือคนใกล้ชิดเกิดอาการเจ็บป่วยมาก ๆ มักจะมีการสวดมนต์และอธิษฐานจิตการสวดมนต์ขจัดโรคร้ายทำอย่างไรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเชื่อว่าการสวดมนต์และการอธิษฐานนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจ และบางรายก็มีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้หายป่วยได้ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็ไม่ผิดแต่เราต้องทำความเข้าใจข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้

            ความเจ็บป่วยนั้นถือว่าเป็นเครื่องที่กระตุ้นให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ถ้าป่วยเป็นก็เห็นธรรมได้ เราต้องพิจารณาตามความจริงข้อนี้อยู่เสมอ จะได้ไม่ต้องเชื่ออะไรอย่างงมงายไร้เหตุผล

บทสวดมนต์แท้ที่จริงแล้วก็คือบทที่ใช้สวดเพื่อระลึกถึง เช่น บทสวดบูชาพระรัตนตรัย ใช้สวดเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การสวดมนต์เป็นการทำจิตให้แน่วแน่แล้วจึงได้เจริญภาวนา

การสวดมนต์หรือคาถาใด ๆ นั้น ยังผลประโยชน์คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบาน ที่ว่าป้องกันภัย หมายความว่า “ผู้ที่มีศีลดีแล้ว” แล้วเมื่อเจอปัญหาต่าง ๆ เวลาได้สวดมนต์หรือพระคาถาเพื่อให้จิตสงบ แล้วเจริญภาวนาจะทำให้ผู้ที่สวดนั้นได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหตุนี้จึงเป็นที่มาของการสวดมนต์หรือพระคาถาป้องกันภัย ผู้ที่ทุศีลหรือไม่รักษาศีลสวดไปก็อาจจะไม่เป็นผล

            การสวดมนต์คาถานั้น ที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กจะนิยมสวดเป็น ภาษาบาลี ซึ่งหากแปลความหมายออกมาก็จะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของ พระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น

            ในพระพุทธศาสนา เน้นเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล คำว่า มนต์ หมายถึง “หลักธรรม บทสอนใจ” มากกว่า ถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริง ๆ ก็จะต้องอธิบายว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ได้ “เมื่อนำไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติ” ให้เกิดผลที่ปรารถนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการทำจิตให้สงบในบทสวดก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก

            การสวดมนต์จึงกลายเป็นอุบาย กลวิธี ที่จะทำให้จิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียวเมื่อใจสงบอาการของกายก็จะสงบระงับตามไปด้วยเข้าทำนอง “กายป่วยแต่ใจไม่ป่วย” ซึ่งบทสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และทรงพลานุภาพเกี่ยวกับเรื่องความเจ็บป่วยก็คือ บทสวดโพชฌงคปริตร

บทสวดโพชฌงคปริตรคืออะไร ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร

            บทสวดนี้เป็นบทสวดสำคัญที่พระสงฆ์นิยมนำมาสวดในงานทำบุญคล้ายวันเกิด หรือสวดเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยให้มีพลังจิตในการสร้างสติขึ้นซึ่งบทนี้จะเกิดอานุภาพมากหากประกอบกับการบำเพ็ญจิตเจริญภาวนาควบคู่ไปด้วย

            การที่เชื่อกันว่าบทสวดมนต์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะ มีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธอยู่ได้รับความทุกข์ทรมานมาก พระองค์จึงทรงแสดงบทสวดโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะให้ท่านได้ฟังและน้อมจิตปฏิบัติตาม

            หลังจากฟังบทสวดและท่านพระมหากัสสปะได้พิจารณาธรรมตามก็พบว่า ท่านสามารถหายจากโรคได้ และอีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธอยู่ในลักษณะเดียวกัน หลังจากนั้นก็พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้

            และเรื่องราวที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร พุทธศาสนิกชนจึงพากันเชื่อว่า โพชฌงค์นั้น สวดแล้วช่วยให้หายโรค

            แต่ในความเป็นจริง พระไตรปิฎกกล่าวว่า โพชฌงคปริตรนั้นเป็น หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นธรรมเกี่ยวกับปัญญาเป็นธรรมชั้นสูง เป็นคำสอนในการทำใจให้สว่าง สะอาดผ่องใส ซึ่งสามารถช่วยรักษาใจ เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับร่างกาย เนื่องจากกายกับใจเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน หากใจดี ร่างกายย่อมดีตาม

            หลักของโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปซึ่งไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น เพราะโพชฌงค์แปลว่า “องค์แห่งโพธิ” หรือ “องค์แห่งโพธิญาณ” เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญา ดังนั้นถ้าเราสวดมนต์บทนี้ด้วยความเข้าใจในสาระก็จะมองเห็นความเจ็บป่วยว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรของชีวิต เป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้ลุกขึ้นมาปฏิบัติธรรม คือมองว่า เวลาที่ป่วยอยู่นี้แหละคือเวลาที่ดีที่จะได้พักผ่อนจิต ได้ปฏิบัติธรรม

บทสวดโพชฌงคปริตร

            โพชฌังโคสะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา

            สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯเอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

            เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

            ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

คำแปล

            โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 7 ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน

            ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม โรคก็หายได้ในบัดดล

            ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

            ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ

            ผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมโพชฌงค์ก็จะเข้าใจความธรรมดาของชีวิต ว่าเป็นของไม่เที่ยง มีการแตกดับไปเป็นของธรรมดา เมื่อเข้าใจก็จะเห็นความแตกดับเป็นเรื่องที่ปกติ สิ่งใดเกิดมาสิ่งนั้นย่อมดับไป ก็จะทำให้มุ่งรักษาใจไม่ให้ป่วยนี่แหละคือความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของโพชฌงคปริตร

            “การสวดขอขมากรรม” การสวดมนต์เพื่อการขอขมากรรมนั้น ถือเป็นหนึ่งบทสวดหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความสำนึกผิด ยอมรับผิดและต้องการขอขมาลาโทษจากเจ้ากรรมนายเวร ให้เขาอดโทษ ผ่อนปรนโทษ หรืออโหสิกรรมให้เพราะเราได้ไปล่วงเกินเขามาก่อน เมื่อได้ทำบุญใด ๆ แล้วก็มักจะมีการสวดมนต์บทนี้เป็นการกล่าวขอขมาในการกระทำ

            การสวดขอขมากรรมมีผลในทางจิตใจมาก ทำให้รู้สึกโปร่งเบาทั้งกายและจิต เหมือนได้ปลดแอกความผิด เพราะได้ขอโทษแล้ว แต่เรื่องที่เจ้ากรรมนายเวรจะให้อภัยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุญกุศลของแต่ละบุคคลได้ทำส่งให้เขามากน้อยแค่ไหน หากทำมากส่งให้มากเจ้ากรรมนายเวรย่อมอโหสิกรรมให้ได้เร็วยิ่งขึ้น

            “บทสวดขอขมากรรมหากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย

            หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาขออนุญาตมีคู่มีครอบครัว ได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐานคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร

            ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุวรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใด ๆโรคภัยใด ๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่าง ทั้งทางโลก ทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพาน เทอญ

            หากมีผู้ใดเคย สร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาตและคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรม เทอญ…”

 

 

            พระอารยนันต์ อนันโท เจ้าอาวาสเขาพระทอง ต.เขาพระทอง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ผู้จัดสร้างหัวนะโม หรือหัวนอโม ที่โด่งดังเป็นกระแสความต้องการอยู่ในขณะนี้ กล่าวว่า ตั้งแต่อดีตาจนถึงปัจจุบัน เมื่อมีการจัดกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องการความเป็นสิริมงคล ขจัด ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย หรือให้แคล้วคลาดปบอดภัยจากอันตรายทั้งปวง อาทิ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ บุญวันเกิด หรือการจัดสร้างเสนาสนะ วัตถุมงคลต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดสร้างหัวนะโม หรือหัวนอโม ตามประเพณีหรือความเชื่อโบราณที่สืบทอดต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบันก็จะมี 2 บาทสวด “รุตนสูตรและบทสวดโพชฌงคปริตร อยู่ด้วยเสมอ จึงอยากให้ผู้ที่วิพกวิจารณ์ ดูถูกเสียดสี บทสวดในพระพุทธศาสนาในทางเสีย ๆ หาย ๆ เหมือนเป็นเรื่องตลกขบขัน จงใช้สติขบคิดและเข้าไปศึกษาค้นคว้าประวัติ ความเป็นมาของบทสวด และการจัดสร้างหัวนะโม ให้ถ่องแท้ โดยเฉพาะบรรดาพระภิกษุที่บวชอยู่ในบวรพุทธศาสนาที่ออกมาพูดจาดูหมิ่นดูแคลนบทสวดที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้เสียเองมันเป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่ และสมควรที่จะอยู่ในผ้าเหลือได้ชื่อว่า “สมมุติสงฆ์” ต่อไปหรือไม่ ซึ่งอาตมาคงไม่ไปเสียเวลากับพระภิกษุหรือคนที่เห็นต่าง แต่จะใช้เวลามาหาทางในการสร้างสิ่งที่เป็นที่พึ่งทางใจ ให้คนมี ศีล สมาธิ (สติ) อันจะนำมาซึ่งปัญญา”เพื่อร่วมกันฝ่าฟันผ่าวิกฤติไวรัสโควิด-19 ให้ได้เหมือนหลาย ๆ ครั้งในอดีตกาล

            “สำหรับการจัดสร้างหัวนะโม รุ่น 2 หรือ รุ่นพิเศษบารมีทวีทรัพย์ สร้างโบสถ์วัดเขาพระทอง และรุ่น “พระบรมธาตุมรดกโลก”ของคุณไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวอาวุโส ปนะจำจังหวัดนครศรีธรรมราช แม้จะมีปัญหาในการประกอบพิธีเทวา-พุทธาภิเษก ในวันที่ 31 มี.ค. 2563 และรวมพิธีเสาร์ 5 เกจิสำนักเขาอ้อ วันที่ 28 มี.ค. 2563 แต่เมื่อทางรัฐบาลมีมาตรการในการควบคุมป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ทางทีมงานก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และเปลี่ยนพิธีปลุกเสกเป็นแบบเกจินั่งอธิฐานจิตปลุกเสกแทน ภายในห้องซึ่งมีเฉพาะเกจิเท่านั้น ในวันดังกล่าวจึงขอแจ้งญาติโยมให้ทราบทั่วกันว่าไม่ต้องเดินทางมาร่วมในพิธี ฯ เพราะทางวัดจะไม่อนุญาตให้เข้าร่วมในพิธีอย่างแน่นอน และในวันนี้ วัดพระมหาธาตุรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็น 1 ใน 9 วัดทั่วประเทศที่จะมีการประกอบพิธีสวดมนต์ "บทสวดรัตนสูตร-บทสวดบทสวดโพชฌงคปริตร" ซึ่งจะมีการถ่ายทวดสดการสวดมนต์ 2 บทดังกล่าวไปทั่วโลก.

ขอบคุณข้อมูลตอนนี้จาก/คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง โดย “เปรียญ10” : [email protected]

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay และ https://www.dailynews.co.th/article/764680

“การสวดมนต์ขจัดโรคร้ายทำอย่างไร” โดย ธ.ธรรมรักษ์ /https://www.sanook.com/horoscope/88367/

ข่าว/ ยุทธนะ  เตมะศิร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช                       




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน