ญาติร้องขอความเป็นธรรม หลังตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด กรณีเหยื่อ ตร.ตีนโหด

publish : 13 ส.ค. 2563 อ่าน 7 ครั้ง



วันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่ศาลากลางจังหวัดนครพนม นายวรเทพ แขมคำ อายุ 43 ปี พร้อมด้วย นางสาวณัชฐ์ชญา แขมคำ  อายุ 33 ปี  นายศราวุฒิ โสภาวงค์ อายุ 38 ปี  และ นางสาวกนกพร  พงษ์พันษ์ อายุ 38 ปี ภรรยาของนายวิทยา โสภาวงค์ อายุ 40 ปี พนักงานขับรถ อบต.ก้านเหลือง อ.นาแก จ.นครพนม ตลอดจนญาติพี่น้อง ออกมาเดินสายร้องขอความเป็นธรรม กรณีนายวิทยาเสียชีวิตปริศนา ขณะถูกตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองบ่อ อ.นาแก เข้าจับกุมขณะนั่งล้อมวงดื่มสุรากับเพื่อนวัยรุ่นในบ้านเลขที่ 245 หมู่ 9 บ้านจำปา ต.ก้านเหลือง จนกระทั่งช็อกตายเสียชีวิต ขณะตำรวจควบคุมตัวไปที่โรงพัก เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 โดยญาติติดใจการเสียชีวิต เนื่องจากผลการชันสูตรเบื้องต้น พบรอยฟกช้ำตามร่างกาย มีเลือดออกในช่องท้อง และตับไตฉีกขาด  ซึ่งทางญาติได้นำศพออกแห่ประท้วงตำรวจ รวมถึงเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับทางตำรวจชุดจับกุมให้ถึงที่สุด ส่วนการดำเนินคดีอยู่ระหว่าง ตำรวจเร่งสรุปสำนวน ส่ง ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ในระหว่างการดำเนินคดี กองบังคับการตำรวจภูธร(บก.ภ.จว.ฯ)ได้มีคำสั่งย้ายตำรวจ เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 นาย ไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

โดยทางญาติผู้เสียชีวิต ยังมีความคลางแคลง กรณีมีการยื่นขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุของ สภ.หนองบ่อ ซึ่งจะนำไปเป็นหลักฐานสำคัญเอาผิดตำรวจชุดจับกุม  ซึ่งทางตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม อนุญาตเพียงให้ญาติได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อยืนยันว่ายังมีการเก็บข้อมูลหลักฐานไว้ไม่มีการลบ แต่ทางญาติ ติดใจเนื่องจากต้องการขอข้อมูลจากภาพวงจรปิดไปเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี แต่ทางตำรวจอ้างต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ที่มีอำนาจ ทางญาติจึงรวมตัวมาเรียกร้อง ขอให้ นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม เป็นหน่วยงานกลาง ในการประสานให้ความเป็นธรรม เกรงว่าหลักฐานจะถูกทำลาย เพราะคู่กรณีเป็นตำรวจ และเรียกร้องให้ เปิดเผยชื่อ ทีมสอบสวนดำเนินคดีทั้งหมด รวมถึง ต้องการให้ตำรวจภูธรจังหวัดนคพรนม เสนอให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกคำสั่งให้ตำรวจ ที่เกี่ยวข้องออกจากราชการไว้ก่อน




ในครั้งนี้มี นายสมชาย ชำนิ รอง ผวจ.นครพนม ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นตัวแทนรับเรื่องร้องทุกข์ ดำเนินการเจรจากับญาติผู้เสียหาย ให้ทางตำรวจเร่งดำเนินการตามขั้นตอน ในส่วนของตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ทาง พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ณัฐชัย คงบุญ รอง ผบก.จว.นครพนม เป็นตัวแทนในการรับเรื่อง พร้อมยืนยัน จะดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิด จะต้องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา โดยทางตำรวจยืนยันเบื้องต้นให้ตรวจสอบดูได้แต่ห้ามบันทึก ส่วนจะนำไปเป็นหลักฐาน ต้องรอขั้นตอนการขออนุญาตตามระเบียบเสียก่อน

นายวรเทพ แขมคำ อายุ 43 ปี ญาติของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า   ในวันนี้ตนและญาติออกมาเรียกร้อง ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการให้ความเป็นธรรม กรณี นายวิทยา โสภาวงค์ อายุ 40 ปี เสียชีวิตจากเหตุตำรวจเข้าจับกุม และญาติติดใจสาเหตุการตาย เชื่อมั่นว่าถูกตำรวจชุดจับกุมทำร้ายร่างกาย ถึงแม้ตำรวจจะอยู่ระหว่างการดำเนินคดี แต่ทางญาติยังคาใจ เพราะต้องการที่จะได้ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในโรงพัก ที่บันทึกภาพในวันเกิดเหตุไว้ทั้งหมด และทางตำรวจได้เปิดภาพจากกล้องวงจรปิดยืนยันให้ญาติได้เห็นแล้ว โดยทางญาติยังไม่มั่นใจ เพราะทางตำรวจไม่ให้บันทึกเก็บเป็นหลักฐาน จึงออกมาเรียกร้องต้องการนำไปเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีเอาผิดตำรวจทั้ง 8 นาย


 

นายวรเทพกล่าวอีกว่า ในคดีนี้ทางญาติยืนยันเรียกร้องเอาผิดกับตำรวจชุดจับกุมให้ถึงที่สุด เพราะจากการตรวจสอบภาพวงจรปิด ทางญาติรับไม่ได้ เพราะมีหลักฐานยืนยันชัดเจน ว่า เวลาประมาณ 22.20 น. วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 คืนวันเกิดเหตุทางตำรวจนำผู้ตายและเพื่อนวัยรุ่นมาถึงโรงพัก ในสภาพหมดสติแล้ว มีตำรวจ 3 นาย จับแขนขาของผู้ตายขึ้นมาวางไว้บนโรงพัก โดยไม่สนใจที่จะส่งตัวผู้ตาย ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งมีคนอยู่ในเหตุการณ์ยืนยันว่า ผู้ตายร้องขอความช่วยเหลือมาตั้งแต่ที่เกิดเหตุ แต่ตำรวจไม่สนใจที่จะช่วยเหลือ จนกระทั่งปล่อยให้เสียชีวิต เพราะตรวจสอบเวลาจากกล้องวงจรปิดแล้ว นายวิทยาถูกตำรวจทิ้งไว้นานเกือบ 30 นาที หนำซ้ำมีการจับกรอกน้ำและใช้เท้าเขี่ย เป็นการเจตนาดูถูกเหยียดหยาม แต่พอรู้ว่าผู้ตายอยู่ในสภาพที่แน่นิ่ง จึงกุลีกุจอพากันหามขึ้นรถยนต์กระบะนำส่งโรงพยาบาล โดยไม่มีวิธีการปฐมพยาบาลช่วยเหลือที่ถูกวิธี  เมื่อญาติเห็นแล้วยอมรับไม่ได้ ในพฤติกรรมของตำรวจชุดจับกุม มันโหดร้ายเกินไป และเชื่อว่ามีการทำร้ายร่างกายมาก่อน จึงต้องการนำคลิปภาพวงจรปิดมาเรียกร้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และขอให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการดำเนินคดี มั่นใจว่าคลิปที่บันทึกภาพไว้ได้ เพียงพอที่จะเอาผิดตำรวจชุดจับกุมทั้งหมดในฐานความผิดเจตนาทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย มั่นใจไม่ใช่เป็นการกระทำแค่ประมาท ส่วนภาพวงจรปิดไม่ควรจะยื้อเวลาในการขอเป็นหลักฐาน เพราะเป็นหลักฐานที่จะต้องเปิดเผยเพื่อความบริสุทธิ์ใจ

 

ภาพ/ข่าว ทวี อภิสกุลชาติ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครพนม


 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน