ขั้นโคม่า!!ไม่กลัวโควิด-19 ลูกหลานแห่ทำบุญให้อุทิศคุณพ่อวิโรจน์ อินทศิลาเจ้าอาวาสวัดดังเมืองคอนเตือนสติอย่ากลัวความตายจนจิตใจเข้าขั้นโคม่า

22 มี.ค. 2563


ครอบครัว “อินทศิลา”ไม่หวั่นโควิด-19 เข้าวัดทำบุญเลี้ยงพระอุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อวิโรจน์ อินทศิลา ในโอกาสครบรอบกาเสียชีวิต 1 ปี -เจ้าอาวาสวัดดังเมืองคอนเตือนสติอย่ากลัวความตาย-ร่างกายยังเป็นปกติแต่จิตใจหวาดกลัวไวรัสโควิด-19 จนเข้าขั้นโคม่าไปหมดแล้ว

            (22 มี.ค.) แม้จะอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วน ไม่เว้นพระภิกษุตามวัดต่าง ๆ ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตามที่ศาลาโรงธรรมวัดทางยาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ลูก ๆ หลาน ๆ ตระกูล “อินทศิลา” นำโดยนายไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวอาวุโส จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกันประกอบพิธีทำบุญเลี้ยงพระ ในวาระครบรอบ 1  ปีการเสียชีวิตของคุณพ่อวิโรจน์ อินทศิลา บิดาและอดีตข้าราชการครู และอดีตเจ้าอาวาสวัดยูงทอง  ต.ทุ่งสังข์   อ.ทุ่งใหญ่ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2562 สิริอายุ 82 ปี  โดยมีพระวันที่ 5 มีนาคม 2562 เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับคุณพ่อวิโรจน์ โดยพระปลัดราชันย์ ปสนฺนจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดท่ายาง เป็นประธานสงฆ์  โดย 13 รูปได้ร่วมสวดเจริญพระพุทธมนต์ และประกอบศาสนพิธีตามขั้นตอน หลังจากนั้นได้ถวายสังฆทานและทอดผ้าบังสุกุล  ภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และการกรวดน้ำอุทิศส่วยกุศลให้คุณพ่อวิโรจน์ ก่อนที่จะรับประทานอาหารร่วมกัน

            พระปลัดราชันย์ ปสนฺนจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดท่ายาง กล่าวว่าในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างมาก เพราะทุกคนต่างตื่นตนกตกใจ หวั่นวิตกกังวลว่าจะติดไวรัสโควิด จนไม่กล้าออกไปไหน แม้แต่เข้าวัดทำบุญก็ไม่กล้า แม้จะยังไม่ติดโรคร้าย ร่างกายก็ยังปกติทุกอย่าง แต่จิตใจที่หวาดกลัว ตื่นตนกตกใจกลัวตายจนเรียกว่าใจบาดเจ็บเข้าขั้นโคม่าหมดแล้ว  พระสงฆ์เองก็ต้องระมัดระวังจะพูด จับจับฉวยสิ่งของ ตาลปัตร ด้ายมงคล ไมโครโฟนที่เทศนาหรือสวดมนต์ก็ต้องระมัดระวังเกรงว่าจะติดเชื่อไวรัสโควิด-19 เช่นกัน แต่ครอบครัว “อินทศิลา” ไม่กลัวไวรัสโควิด-19 จึงกล้าเข้าวัดทำบุญครบรอบปีให้กับคุณพ่อวิโรจน์ในวันนี้ดังกล่าว

วัดท่ายาง..วัดเก่าแก้อายุเกือบ 200 ปีพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติอย่างแท้จริง



“ครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้ตรัสถามพระอานนวันหนึ่งพระองค์ตรัสถามพระอานนท์ว่า อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้งพระอานนท์กราบทูลตอบว่า นึกถึงความตายวันละเจ็ดครั้งพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า ยังน้อยไปอานนท์ เธอต้องคิดถึงความตายทุกลมหายใจเข้า-ออก” เรานึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก  จึงจะเห็นได้ว่าแม้แต่พระพุทธเจ้ายังเฝ้าคิดถึงความตาย เพราะผู้ที่คิดถึงความตาย รู้ตัวว่าจะตายแล้วย่อมไม่สั่งสมความชั่ว คอยปลีกตัวออกจากความชั่ว และมีอารมณ์ไม่หวั่นไหวในเมื่อความตายมาถึงแล้ว เพราะคิดอยู่ รู้อยู่เสมอสักวันเราต้องตายแน่นอน  ไม่มีใครหนีความตายได้พ้น จึงขอให้ทุกคนอย่ากลัวความตายและนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก อนุสสติ 10 ประการ 1 ในนั้นคือ มรณาสติ คือการระลึกถึงความตายที่สัตว์โลกย่อมประสบ  เมื่อเราไม่หวั่นไหว ไม่กลัวความตาย เราก็จะมั่งมั่นในการทำความดี นี่สุดเราก็จะหลุดพ้นและอยู่เหนือความตาย ซางหมายถึงคุณงามความดีที่เราได้ทำ ได้สั่งสมแม้ตัวตายแต่ความดีที่เราทำไม่ได้ตายตามไปด้วย ยังมีคนระลึกถึงตลอดไป” พระปลัดราชันย์ กล่าว

            สำหรับประวัติคุณพ่อวิโรจน์ อินทศิลา เกิดเมื่อวันที่ 17 นาคม 2480 ฐานะครอบคัวยากจนและอยู่ในชนบทห่างไกล แต่ด้วยความมุมานะและรักการเรียนได้เดินเท้ามาเรียนหนังสือที่วิทยาลัยเกษตรเกษตรไสใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ในระหว่างเรียนรับตัดผมเพื่อนนักศึกษาหัวละ 50 สตางค์- 1 บาท เพื่อหารายได้ส่งเสียตัวเองเรียน จนสอบบรรจุเป็นครูประชาบาลรับราชการครูในพื้นที่ ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ก่อนจะย้ายกลับมาสอนในโรงเรียนบ้านเกิด อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช และแต่งงานกับนางเบียน อินทศิลา(พรหมนุ้ย)  มีบุตรด้วยกัน 7 คน ผู้ชาย 4 หญิง 3 คน ปัจจุบันบุตรชายเสียชีวิตไป 1 คน คุณพ่อวิโรจน์รับราชการระดับครูใหญ่นานเกือบ 30 ปี จึงลาออกมาประกอบอาชีพค้าขายและบวชเป็นพระภิกษุ จนได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์เป็นเจ้าอาวาสวัดยูงทอง ต.ทุ่งสัง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช และได้เข้าศึกษาต่อหลักสูตรพระสังฆาธิการ จนจบปริญญาตรี สาขาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช แต่มีปัญหาเรื่องสุขภาพไม่แข็งแรง จึงลาสิกขาบทมาอยู่บ้าน จนกระทั้งเช้าวันที่ 5 มีนาคม 2562 ได้เสียชีวิตจากไปอย่างสงบ

bin


นายไพฑูรย์ อินทศิลา กล่าวว่าคุณพ่อวิโรจน์ เป็นผู้ที่ยึดมั่นในสัจจะวาจา และเป็นปราชญ์ท้องถิ่น ที่มีความสามารถด้านการใช้ภาษาไทย ชอบร้องรำทำเพลง เจ้าบทเจ้ากลอน โดยเป็นผู้มีพรสวรรค์ และยังมีพรแสวง โดยไม่เคยเข้าเรียนเรื่องบทกลอนจากสำนักใด ๆ แต่สามารถขับบทกลอนสด ๆ หรือเพลงบอก ๆ ตามงานหรือวาระโอกาสต่าง ๆ และแต่งเรื่องราวเป็นบทร้อยแก้ว ร้อยกรองได้เป็นอย่างดี (จะแต่งสด ๆ พร้อมเขียนลงในกระดาษทันที ไม่มีการลบหรือแก้ไขใหม่นอกจากจะร่วมขับกลอนเพลงบอก ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังชอบเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องเล่าตำนานพื้นบ้านทั้งบทร้อยแก้ว ร้อยกรอง โดยเฉพาะเป็นบทร้อยกรอง (บทกลอนประจำถิ่น) อาทิ เรื่อง พระบรมธาตุเมืองนคร ฯ, ปิดทองหลังพระ, “ทุ่งหัดมา ตาขรัวทองสุก” ,พระยาลอต่อไก่ เป็นต้น   จนทาง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้พิจารณาคัดเลือกเขารับรางวัล “ผู้ใช้ภาษาไทยดีเดิ่น”เนื่องในวันภาษาไทยวลัยลักษณ์ ประจำปี  พ.ศ. 2560     คุณพ่อวิโรจน์ ภาคภูมิใจที่สามารถอบรมสั่งสอนให้ลูก ๆ ทุกคนเป็นคนดี มีจิตสาธารณะ เสียสละเพื่อวนรวมและยึดมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าพระศาสดา แห่งพุทธศาสนา โดยเฉพาะตน บุตรชายคนที่ 2 ที่อยู่ในวงการสื่อมวลชนมายาวนานกว่า  30 ปี  และเป็นผู้เสนอโครงการ “พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นมรดกโลก เมื่อปี 2552 ในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาขั้นตอนสุดท้ายของยูเนสโกที่จะประกาศรับรองพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ  ในขณะที่ทำงานเป็นสื่อมวลชนไม่ได้จบระดับปริญญาตรี โดยคุณพ่อวิโรจน์ ซึ่งขณะนั้นบวชเป็นพระภิกษุ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดยูงทอง ต.ทุ่งสังข์  อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้มาขอร้องให้เรียนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเพื่อให้จบปริญญาตรี เมื่อคุณพ่อวิโรจน์ เดินทางมาพบและขอร้องหลายครั้งจึงตัดสินใจเข้าเรียนจนจบปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาลการปกครอง จากนั้นคุณพ่อวิโรจน์ ก็ขอร้องให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะพุทธศาสตร์ สาขาพระพุทธศาสนา จนจบเมื่อปี พ.ศ. 2558 และเพิ่งมาทราบภายหลังว่าคุณพ่อวิโรจน์ เจาะจงให้เรียนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพราะท่านอยากให้ศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับวัดท่ายาง เป็นวัดเก่าแก่มีอายุเกือบ 200 ปี ในปัจจุบันทางวัดได้พัฒนาบริเวณในวัดจนร่มรื่น และมีสิ่งปลูกสร้างที่แฝงไปกับธรรมชาติและคติธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แม้แต่การสร้างห้องน้ำ ห้องสุขา ก็จัดสร้างคล้ายต้นไม้ ขอนไม้ กุฏิต่าง ๆ ก็สร้างย้อนยุคสมัยพุทธกาลคล้ายภูเขาและถ้ำ ซึ่งพระภิกษุใช้อาศัยจำวัดเมื่อครั้งพุทธกาล รวมทั้งนำเอาธรรมสุภาษิต ปริศนาธรรมต่าง ๆ เพื่อสั่งสอน เตือนสติผู้คนให้ยึดมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ก่อนจะมีการสร้างเป็นวัดวาอารามพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน  วัดท่ายางจึงกายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาลา ศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างแท้จริง.

ภาพ/ข่าว ยุทธนะ  เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน