ผู้การกาฬสินธุ์ยันหนุ่มถูกไฟคลอกตายเป็นอุบัติเหตุ

15 พ.ย. 2561 15:00 น.
กาฬสินธุ์-ผู้การฯกาฬสินธุ์ยันหนุ่มวัย 38 ปี ถูกไฟคลอกตายในกระท่อมกลางสวนยางพาราเป็นอุบัติเหตุ หลังผลชันสูตรศพพบเขม่าควันในหลอดลม ร่างกายมีสารเสพติด-แอลกอฮอล์สูง และพบหลักฐานไฟแช็ก และกระป๋องสีสเปรย์ คาดดื่มเหล้าจนน็อคหมดสติแล้วเกิดไฟไหม้จนถูกคลอกจนเสียชีวิต อีกทั้งผลการสืบสวนไม่พบความเชื่อมโยงและมูลเหตุในการฆาตกรรม

จากกรณีพบศพนายบุญเลิศ  เลิศล้ำ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่28 หมู่ 4 ต.ไค้นุ่น อ.ห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ เสียชีวิตบนกระท่อมในสวนยางพารา บริเวณบ้านผึ้ง ม.4 ต.ไค้นุ่น อ.ห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ สภาพศพถูกไฟไหม้เกรียมทั้งตัว ดำเป็นตอตะโก และลิ้นจุกปาก เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิฐานว่าอาจจะเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ยังไม่ตัดประเด็นการถูกฆาตกรรมอำพราง จึงได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเพื่อตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดที่ รพ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 พล.ต.ต.ทินณะรัตน์  เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกับส่งศพไปตรวจสอบพิสูจน์ ล่าสุดผลการตรวจตามร่างกายไม่พบร่องรอยบาดแผลที่ถูกทำร้าย แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีเขม่าควันไฟในอยู่หลอดลม มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง และมีสารเสพติดด้วย ประกอบกับจากการส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ นำโดย พ.ต.อ.ออมสิน  ตรารุ่งเรือง รอง ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.อรุณรัตน์  ศรีเชียงสา ผกก.สภ.ห้วยผึ้ง พ.ต.อ.ธีรพัฒน์ ธารีไทย ผกก.สืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ และชุดสืบสวน สภ.ห้วยผึ้ง

โดยจากการสอบสวนพยานแวดล้อม และญาติก็ไม่พบความเชื่อมโยงหรือมูลเหตุที่ผู้ตายจะถูกฆาตกรรม เพราะผู้ตายไม่เคยมีเรื่องทะเลาะบาดหมางกับใคร และไม่มีศัตรู อีกทั้งหลักฐานที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุทั้งไฟแช๊ก เศษกระป๋องสีสเปรย์ และจากการสอบพยานที่อยู่กับผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายระบุว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้ดื่มเหล้า และได้ยินเสียงคล้ายกับเสียงประทัดยักษ์ระเบิดในกระท่อม ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอาการเมาแล้วขึ้นไปนอนพักบนกระท่อม แต่จุดเทียนไว้ เนื่องจากกระท่อมไม่มีไฟฟ้าแล้วเผลอหลับจนไม่ได้สติ แล้วเกิดไฟไหม้ลามไปถูกกระป๋องสีสเปรย์จนเกิดระเบิดแล้วไฟลุกท่วมไหม้กระท่อมและคลอกผู้ตายจนเสียชีวิต ซึ่งทางญาติก็ไม่ได้ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงมอบศพให้นำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนา 


อาชญากรรม