จบด้วยดีคนร้องพล.อ.ประวิตรปูดข่าวจัดฉากคืนโฉนดออกมาแจงขอโทษทุกฝ่ายแล้ว

2 ก.ค. 2562 16:09 น.
ชัยภูมิ - หลังร่วมกับชาวบ้านอีก 4 จังหวัดภาคอีสาน เดินทางไปร้องขอพบพลเอกประวิตรฯ ให้ช่วยยังไม่ได้โฉนดคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเองสื่อสารผ่านสื่อมวลชนคาดเคลื่อนผิดออกไปเอง จนหลายฝ่ายเข้าใจผิดไปกันใหญ่ พร้อมออกมาขอโทษทุกฝ่ายภายในจ.ชัยภูมิที่เกี่ยวข้องและให้การช่วยเหลือกรณีของตนเองด้วยดีมาตลอด ซึ่งล่าสุดผู้การชัยภูมิ พร้อมเร่งดำเนินการช่วยเหลือเปิดศูนย์ช่วยไกล่เกลี่ยกับนายทุนช่วยขยายเวลาให้มีโอกาสไถ่ถอนโฉนดที่ดินตัวเองคืนได้อีกรอบ จบด้วยดีทุกฝ่าย

วันที่่ 2 ก.ค. 2562  ขณะที่จ.ชัยภูมิ หลังเกิดกรณีการนำเสนอข่าว "ลุงป้อม"ช่วยด้วยได้ที่ดินคืน แต่กลับถูกริบหลังจบงานทำพิธีแจกแนด ซึ่งได้มีชาวบ้านจาก 4 จังหวัด ของภาคอีสาน กว่า 30 ราย สุดระทม หลังทางการมอบโฉนดที่ดินคืนให้ดิบดี แต่พอเลิกงานกลับริบคืนหน้าตาเฉย สุดท้ายมาร้อง "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยเหลือตรวจสอบความโปร่งใส มาตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ที่หอประชุมพระนารายณ์ อาคารรัตนเทพสตรี มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี จ.ลพบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีมอบคืนโฉนดและทรัพย์สิน คืนความสุขให้ประชาชนลดความเหลื่อมล้ำของสังคมครั้งที่ 12

โดยมีนางแสงจันทร์  บุตรเขียว ชาวชัยภูมิ วัย 48 ปี เป็นหนึ่งชาวบ้านที่เดินทางไปร้องต่อพลเอกประวิตรฯในครั้งนี้ด้วย และออกมากล่าวระบุต่อสื่อมวลชนว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้เสียหายที่นำโฉนดที่ดินไปจำนองกับนายทุนเงินกู้ในพื้นที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีนางสุพล  ผลสมบูรณ์สุข เป็นนายทุนเงินกู้ โดยได้เงินจากการจำนองโฉนดที่ดินมากว่า 300,000 บาท และตนก็พยายามที่จะไถ่ถอนแต่นายทุนให้นำเงินกว่า 1.7 ล้านบาทมาไถ่ถอน

 

ต่อมาได้มีการดำเนินการเจรจาประนอมหนี้ในการไถ่ถอน และเข้าสู่กระบวนการในการคืนโฉนดของทางจังหวัดเมื่อครั้งที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาโดยจัดคู่ขนานกับที่จ.พิษณุโลก ทั้งนี้ภายหลังจากได้รับการคืนโฉนดปรากฏว่าระหว่างที่เดินทางกลับจนถึงที่จ.ชัยภูมิ ต่อมากลับได้มีการริบโฉนดคืน ทำให้ตนนั้นเสียสิทธิ์ในการที่จะได้โฉนดกลับไปเป็นของตน จึงร่วมเดินทางมาร้องให้มีการตรวจสอบต่อพลเอกประวิตรฯในครั้งนี้ด้วย ซึ่งหลังรับเรื่อง ด้านพล.อ.ประวิตร ฯให้สั่งมอบหมายทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบต่อกรณีการร้องเรียนครั้งนี้ที่เกิดขึ้นเป็นการด่วน

จนต่อมาทางด้าน นายณรงค์  วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยพล.ต.ต.สมพจน์  ขอมปรางค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.ชัยภูมิ ได้ตรวจสอบตามกรณีที่เกิดขึ้น กลับพบว่าข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องรายนี้ไปร้องต่อพลเอกประวิตรฯ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของจ.ชัยภูมิ  ทั้งที่ทางจ.ชัยภูมิ ได้ดำเดนินการเข้าไปช่วยเหลือเข้าสู่กระบวนการที่ทางนายทุนรายนี้ก็ยอมที่จะเปิดโอกาสให้ไถ่ถอนจนมีการทำสัญญาตกลงซื้อขายกันคืนได้ในราคาไม่เกิน 350,000 บาท แล้ว

และหลังมีการไปร้องเรียนเกิดขึ้น ทางจ.ชัยภูมิก็ไม่สามารถติดต่อตัวผู้ร้องรายนี้มาสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ จนล่าสุดวันนี้เมื่อช่วงเวลา 10.00 น.วันที่ 2 ก.ค.62 ทางด้านพล.ต.ต.สมพจน์  ขอมปรางค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.ชัยภูมิ ติดต่อทั้งนายทุนและลูกหนี้ผู้ร้องรายนี้ได้แล้ว จึงจัดบูรณาการร่วมเพื่อเปิดศูนย์ติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในกลุ่มที่เกิดปัญหาในกลุ่มประชาชนทั้งหมดของจ.ชัยภูมิ ในส่วนผู้ที่เกิดปัญหายังไม่ได้รับโฉนดคืน ณ ห้องประชุมใหญ่กองบังคับการตำรวจภูธรจ.ชัยภูมิ เพื่อจัดชุดพนักงานสอบสวนมาติดตามรับเรื่องต่อกับประชาชนในปัญหาดังกล่าว เพื่อหาแนวทางที่จะเร่งเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเพิ่มเติม

และในส่วนกรณีของนางแสงจันทร์  บุตรเขียว ชาวชัยภูมิ วัย 48 ปี ที่เดินทางไปร้องต่อพลเอกประวิตรฯ ที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้เองก็ได้เดินทางมาพบ พล.ต.ต.สมพจน์ฯ เพื่อกล่าวขอโทษต่อเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจ.ชัยภูมิ ในครั้งนี้ด้วย เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการสื่อสารผ่านสื่อมวลชนหลังเข้าพบพลเอกประวิตรฯ คาดเคลื่อนออกไป จนเกิดเรื่องเข้าใจผิดกันไปใหญ่ในครั้งนี้ขึ้น ซึ่งตนเองไม่มีเงินพอที่จะไปไถ่โฉนดที่ดินดังกล่าวกับนายทุนคืนเอง หลังไปร่วมทำพิธีรับมอบโฉนด ที่ทางตำรวจชัยภูมิ ได้เป็นตัวกลางขอเก็บโฉนดจากนายทุนรายนี้มาไว้เพื่อช่วยรอให้ตนเอง ได้มีโอกาสนำเงินมาจ่ายค่าไถ่ถอนโฉนดคืน ให้ครบตามจำนวนก่อน

ซึ่งได้มีการทำสัญญากับนายทุนรายนี้ไว้ ในระยะเวลา 2 เดือน ที่นัดจะแบ่งจ่ายกันเป็น 2 งวด ในงวดแรกจำนวน 200,000 บาท และงวดที่สองที่เหลืออีก 150,000 บาท เมื่อช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.61 ที่ผ่านมา แต่ตนเองมีเงินไม่พอที่จะนำมาจ่ายให้ทั้งหมดได้ทัน ซึ่งช่วงนั้นมีเงินเพียง 1 แสนบาท ตนเองจึงนำเงินไปจ่ายบางส่วนเป็นเงิน 30,000 บาท เพื่อรอที่จะหาเงินมาจ่ายให้เพิ่มเติม

จนมีคนมาชวนร่วมเดินทางไปขอพบพลเอกประวิตรฯ ที่ผ่านมา ท่านถามว่าโฉนดได้คืนแล้วเอาไปทำอะไร จึงตอบไปว่ายังไม่ได้คืนเท่านั้น จึงกลายเป็นเรื่องเกิดขึ้น ซึ่งวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสื่อสารผิดพลาดและอยากขอโทษทุกฝ่ายที่เข้าข้องโดยเฉพาะผู้ว่าและผู้การชัยภูมิ ในครั้งนี้ด้วย ที่ประสานทุกฝ่ายให้ช่วยเหลือในการไถ่เกลี่ยกับนายทุนรายนี้ด้วยดีมาตลอด

ซึ่งล่าสุดวันนี้ทาง พล.ต.ต.สมพจน์ ขอมปรางค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.ชัยภูมิ  ได้นัดนายทุนรายนี้และนางแสงจันทร์ฯ ผู้ร้อง เข้ามาพูดคุยเจรจาไกล่เกลี่ยกันต่อหน้าพนักงานสอบสวนอีกครั้งวันนี้ จนมีการขยายเวลาจากนายทุนรายนี้ ที่พร้อมยินยอมที่จะขยายเวลาให้นางแสงจันทร์ฯ นำเงินมาไถ่ถอนที่ดินทั้งหมดคืนได้อีกครั้งแล้ว ในระยะเวลาอีก 4 เดือน ที่เหลือเงินจะต้องนำมาจ่ายเพื่อไถ่ถอนที่ดินคืนได้ทั้งหมด รวม 320,000 บาท

และยินยอมให้ทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชัยภูมิ เก็บโฉนดที่ดินเป็นตัวกลางไว้ให้จนกว่าจะมีการชำระเงินครบตามจำนวนทั้งหมดให้นายทุนรายนี้ที่พร้อมให้เวลา 4 เดือนจากนี้ไปเพิ่มเติม ซึ่งนางแสงจันทร์ฯเอง จึงขอจบเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นให้ครั้งนี้จบลงด้วยดี และฝากขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในจ.ชัยภูมิ ที่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือครั้งนี้เพิ่มเติมอีก ซึ่งครั้งนี้คิดว่าจะไม่ได้โฉนดตัวเองคืนอีกแล้ว ซึ่งตนเองพร้อมที่จะนำเงินที่เหลือทั้งหมดมาไถ่ถอนที่ดินตนเองคืนได้ต่อไปตามสัญญา หลังได้รับโอกาสการยื่นมือช่วยเหลือที่ดีจากทางจ.ชัยภูมิในครั้งนี้อีกครั้ง