" ฮึ่ม " เครือข่ายขนส่งอีสานล่าชื่อ ค้านพ.ร.บ ขนส่งจราจรฯ

15 มิ.ย. 2562 16:25 น.
นครราชสีมา- " ฮึ่ม " เครือข่ายขนส่งอีสาน ค้าน พ.ร.บ ขนส่งจราจร ฉบับที่ 12 สร้างแรงจูงใจ ให้ขยันตั้งด่าน หวังส่วนแบ่ง 80 % ออกล่ารายชื่อประชาชนไม่เห็นด้วย ชี้หาก พ.ร.บ.จราจรฉบับนี้ ประกาศใช้ จะส่งผลกระทบทุกภาคส่วน ระบุไม่เสียค่าปรับภายในระยะเวลา 30 วัน จะเพิ่มโทษสูงถึง 5 เท่า หวั่นทุกโรงพักจะขยันตั้งด่านมากขึ้น เพื่อหวังผลทำยอดค่าปรับให้สูงขึ้นและเงินค่าปรับจำนวน 80 % เป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีก 20 % เข้าสู่ภาครัฐ

   

ที่ห้องประชุมสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน นายชาญณรงค์  เจริญพรหมพงศ์ ประธานสหกรณ์ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าภาคอีสาน และนายเรืองศิลป์  วงศ์บุญทิวา ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชนร่วมแถลงจุดยืนคัดค้านการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) ขนส่งจราจรทางบก ฉบับที่ 12 พ.ศ 2562 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 กันยายน นี้ พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ชี้แจงเนื้อหาสาระในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมให้ภาคประชาชนรู้เท่าทันและรวบรวมรายชื่อผู้ไม่เห็นด้วยให้ได้มากกว่า 50,000 คน เพื่อดำเนินการคัดค้าน พ.ร.บ. จราจรทางบกฉบับนี้ต่อพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ ฉบับนี้ และกระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาทบทวน เพื่อยุติ ยับยั้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการต่อไป

 

 

นายชาญณรงค์ ฯ ประธานสหกรณ์ผู้ให้บริการขนส่งสินค้า ฯ เปิดเผยว่า ภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภาคอีสานได้พิจารณาเนื้อหาสาระในส่วนของการแก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง เนื่องจาก สตช.ได้ทำประชาพิจารณ์ผ่านทางเว็บไซต์ในเวลาเพียง 15 วัน จึงมีประชาชนค่อนข้างจำกัดที่เข้าถึงและรับทราบข้อมูลดังกล่าว โดยกล่าวอ้างมีผู้ร่วมประชาพิจารณ์ประมาณ 500 คน ให้ความเห็นชอบ ทั้งๆที่ประเทศไทยมีจำนวนประชาชนร่วม 70 ล้านคน ความเป็นจริงควรดำเนินหลายช่องทาง โดยทำประชาพิจารณ์ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน จึงถือเป็นการดำเนินการโดยมิชอบ นายชาญณรงค์ ฯ กล่าว

 

 

   

             ด้านนายเรืองศิลป์  ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาคประชาชน กล่าวว่า หาก พ.ร.บ.จราจรฉบับนี้ ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จะส่งผลกระทบทุกภาคส่วนเป็นอย่างมาก เช่นมาตรา 16 วรรคท้าย ถ้าไม่เสียค่าปรับภายในระยะเวลา 30 วัน จะเพิ่มโทษปรับสูงถึง 5 เท่า โดยเฉพาะบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัด (ห.จ.ก.) ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อพนักงานขับรถกระทำผิด ผู้ประกอบการหรือนายจ้างจะต้องเรียกเก็บค่าปรับกับบุคคลเหล่านั้น ผลกระทบนี้จึงตกไปถึงประชาชนอย่างแน่นอน การแก้ไขเพิ่มเติมมีเจตนารมณ์แอบแฝงเป็นแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่วนแบ่งค่าปรับเพิ่มมากขึ้น โดยนำไปแบ่งในรูปของเงินรางวัล “ ปรับมากได้มาก ปรับน้อยได้น้อย ” ถือเป็นการปฏิบัติราชการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเสมือนเป็นส่วยซ่อนรูปจึงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ต่อไปทุกโรงพักจะขยันตั้งด่านจับรถ เพื่อหวังผลทำยอดค่าปรับให้สูงขึ้นและเงินได้จากค่าปรับจำนวน 80 % เป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีก 20 % เข้าสู่ภาครัฐ ถือเป็นการกระทำไม่ถูกต้อง การกระทำการใดๆหากมีค่าตอบแทนถือเป็นการติดสินบนที่สำคัญเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากปรับเปลี่ยนเงินค่าปรับเข้าสู่ภาครัฐมากขึ้น เงินดังกล่าวจะสามารถนำไปปรับปรุงพัฒนาประเทศได้มากกว่านี้

   

 

          “ การเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในการจับ ยึด อายัดออกและใบสั่งรวมทั้งประสานข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อไม่ให้ต่อภาษีประจำปี กรณีเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถไม่จ่ายค่าปรับ ซึ่งเป็นนัยยะเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจรให้มากขึ้น พวกเราน้อมรับหากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บังคับใช้กฎหมายจราจรจรอย่างเหมาะสม เคร่งครัดและเสมอภาค ไม่มีสองมาตรฐานเหมือน “ เพื่อนโชค ” ที่อ้างแล้ว สามารถรอดด่านตรวจได้ จึงควรตั้งศาลจราจร เพื่อพิจารณาคดีเกี่ยวกับการจราจรโดยเฉพาะ เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนและไม่ให้อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเปรียบเทียบปรับอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะนี้ภาคีเครือข่ายกำลังรวบรวมรายชื่อประชาชนที่ไม่เห็นด้วย เพื่อคัดค้าน พ.ร.บ. จราจรทางบกฉบับนี้ หากการคัดค้านไม่เป็นผล จะรวบรวมพันธมิตรและสมาคม,สมาพันธ์,ชมรมที่เกี่ยวกับการขนส่งในประเทศไทย เพื่อร่วมขับเคลื่อนให้เข้มข้นมากกว่านี้ ” นายเรืองศิลป์  กล่าว

ภาคประชาสังคม