กระเหรี่ยงคะฉิ่นเรียกร้องนานาชาติช่วยปลดทุกข์จากสงคราม

10 มิ.ย. 2562 12:12 น.
เชียงใหม่ - สหพันธ์กระเหรี่ยงรัฐคะฉิ่นในประเทศไทย ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อนานาชาติให้ช่วยเหลือพี่น้องกระเหรี่ยงและชนกลุ่มน้อยต่างๆในรัฐคะฉิ่นในเมียนมา หลังเผชิญไฟสงคราม ชีวิตโดนกดขี่ แร้นแค้น อดอยาก ไม่มีแม้กระทั่งเนื้อหมูกิน อยากฝากนางอองซาน ซูจีช่วยเหลือเพราะทั่วโลกรู้จัก

 

เมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ที่สำนักงานกาชาดสากล สำนักงานเชียงใหม่ ถนนศิริมังคลาจารย์ ซอย 11 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สหพันธ์ชาวรัฐคะฉิ่นในประเทศไทย นำโดยนาย กันตพงศ์ มหา ประธานสหพันธ์ชาวรัฐคะฉิ่นในประเทศไทย และนายจุง บาย ผู้ประสานงานชุมชนคะฉิ่นในประเทศไทย พร้อมด้วยกลุ่มชุมชนคะฉิ่นในประเทศไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการกาชาดสากล วิงวอนให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการสู้รบ 120,000 คนที่กำลังอดหยาก และสิ้นหวังในชีวิต โดยทางตัวแทนได้พร้อมกันอ่านแถลงการณ์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย เพื่อเรียกร้องให้สังคมโลก สนใจผู้ประสบภัยที่โลกลืมกลุ่มนี้

ทางกลุ่มตัวแทนได้อ่านแถลงการณ์ “เสียงร่ำร้องที่ไม่มีใครได้ยินจากผู้ได้รับภัยจจากการสู้รบรัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ” มีเนื้อหาว่า เป็นเวลาหลายสิบปีที่ชนกลุ่มน้อยในเมียนมา รวมทั้งประชาชนคะฉิ่นที่อาศัยทางตอนเหนือของประเทศ ต้อนทนทุกข์กับความขัดแย้งทางการเมืองและทหาร พวกเขาล้มตาย บาดเจ็บ ทุกข์ทรมาน ถูกละเมิดสิทธิ์ ถูกละเมิดชีวิต ถูกปฏิบัติอย่างไร้ค่าในบ้านเกิดของพวกเขาเอง

ชนกลุ่มน้อยบางส่วนสามารถหลบหนีภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือไปไกลยังประเทศที่สาม พวกเขาหลบหนีกระจายไปทั่วโลกหลายล้านคน โลกรู้จักพวกเขาดีในนามโรฮิงยา กะเหรี่ยง ฉาน ตะอาง แต่คะฉิ่นซึ่งประสบชะตากรรมเลวร้ายไม่ต่างกัน กลับไม่สามารถหลนหนีไปที่ใดได้ พวกเขาล้มตายทนทุกข์ทรมาน บ้านแตกสาแหรกขาด อย่างเงียบงัน ในพื้นที่ที่มีการสู้รบต่อเนื่อง ถูกล้อมกรอบอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน โลกภายนอกไม่สามารถเข้าถึง และการหลบหนีเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เมื่อพื้นที่ด้านหนึ่งถูกล้อมไว้ด้วยกองทัพ อีกด้านหนึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่เข้มงวดไม่อนุญาตให้พวกเขาได้หลบภัยใดๆ

 

 

 

ปัจจุบันมีคนคะฉิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบอาศัยในค่ายผู้อพยพ ที่สร้างขึ้นตามมีตามเกิดในพื้นที่ของพวกเขาเองกว่า 120,000 คน ครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก สตรี และคนชรา เด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ขวบ ล้วนเกิดในเต้นท์พลาสติก เติบโตอย่างขาดแคลนในเต้นท์พลาสติก และหากการสู้บยังดำเนินต่อไป ที่สุดพวกเขาจะตายไปโดยไม่รู้ว่า “บ้าน” เป็นอย่างไร

รัฐคะฉิ่นมีค่ายผู้พบอพยพในพื้นที่ตนเองกว่า 100 แห่ง มากที่สุดในบรรดารัฐชนกลุ่มน้อยทั้งหลาย พวกเขาทั้งหมดไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่ได้โดยสิ้นเชิง พวกเขาจึงไม่มีสิทธิ์กระทั่งจะเป็นผู้อพยพ ไม่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเช่นเดียวกับผู้อพยพจากภัยสงครามทั่วโลก

มากไปกว่านั้น ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม จากองค์กรระหว่างประเทศถูกกองทัพเมียนมาร์ห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่มาเป็นเวลา 8 ปีเต็ม ผู้ประสบภัยกว่า 120,000 คน จึงอยู่อย่างแร้นแค้นสาหัส ไร้ความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น การได้กินหมู 1 ชิ้นในหลายเดือน เป็นฝันที่เด็กคะฉิ่นอยากจะเอื้อมถึง

พวกเขามีคำถามต่อโลกว่า พวกเขาทำผิดอะไร จึงต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ เราขอวิงวอนต่อสังคมโลก ต่อเพื่อนร่วมโลก แต่มนุษย์ร่วมเผ่าพันธุ์เดียวกัน ให้ได้รับความรู้ถึงความทุกข์ทรมานของพวกเขา เราวิงวอนต่อองค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งองค์การสหประชาชาติ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ให้ช่วยเหลือพวกเขาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ภัยจากการสู้รบจะเข่นฆ่าพวกเขาให้ตายลงอย่างช้าๆ และเงียบงัน

 

 

 

นายกันตพงศ์ มหา ประธานสหพันธ์ชาวรัฐคะฉิ่นในประเทศไทย กล่าวว่า อยากให้ รัฐ มีความสงบสุข ปราศจาสงคราม อยากให้คนในคะฉิ่นเข้าถึงสิทธิมนุษยชนพื้นฐานเช่นเดียวกับผู้คนทั่วโลก เพราะชีวิตความเป็นอยู่ เหมือนถูกขังใน พื้นที่ ปราศจากความช่วยเหลือ ส่วนตัวคิดว่าชนวนของสงครามเกิดจากความต้องการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ซึ่งมีความสมบูรณ์และหลากหลาย จึงทำให้ทหารและรัฐบาลต้องการจะมาหาผลประโยชน์จึงได้ทำสงครามขับไล่คนในพื้นที่ จึงอยากให้นางอองซาน ซูจี ที่เป็นปรึกษาของรัฐบาลพม่า เข้ามาข่วยเหลือ พี่น้องในรัฐคะฉิ่น เพราะทั่วโลกรู้จักอองซาน ซูจี ทำให้ความช่วยเหลือทั่วโลกสามารถเข้าถึงรัฐคะฉิ่นได้

นายจุง บาย ผู้ประสานงานชุมชนคะฉิ่นในประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาองค์การสหประชาชาติ รวมถึงองค์การเพื่อสิทธิมนุษชน คณะกรรมการกาขาดระหว่างประเทศ ได้พยายามเข้าไปเพื่อช่วยเหลือประชาชนในรัฐคะฉิ่นแล้ว แต่ถูกกีดกันจากทางเมียนมาร์ เพราะเห็นว่าการเข้าไปช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยในรัฐคะฉิ่น เป็นการช่วยเหลือกบฏ ทั้งที่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นเด็ก ผู้หญิง และคนชรา การเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้เข้าไปช่วยทางการสงคราม แต่เข้าไปช่วยให้เขาอยู่รอดไม่อดอาหาร ขณะนี้จำนวนประชาชนกว่า 120,000 คน กำลังจะอดอาหารตาย และปัจจุบันในประเทศไทยมีคนจากรัฐคะฉิ่น มาอาศัยอยู่กว่า 10,000 คน ซึ่งได้อพยพมาหลายสิบปีแล้ว บางคนก็ทำงานมีครอบครัว บางคนก็ได้สัญชาติไทยแล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถอพยพได้ ในวันนี้จึงได้มายื่นหนังสือเพื่อขอให้สำนักงานกาชาดสากล สำนักงานเชียงใหม่ ส่งหนังสือไปถึงประกาชาดสากล เพื่อเข้าไปช่วยเหลือด้วย รวมถึงต้องการประกาศให้สังคมโลกรับรู้ว่ามีการสู้รบในรัฐคะฉิ่น และกลุ่มคนในรัฐคะฉิ่นได้รับความเดือดร้อนมากเพียงใด

 

ภาคประชาสังคม