อดีตเลขาธิการหอการค้าอีสาน ห่วงพรรคร่วมรัฐบาลลุงตู่ขาดเสถียรภาพ

6 มิ.ย. 2562 17:09 น.
นครราชสีมา - อดีตเลขาธิการหอการค้าอีสาน ห่วงพรรคร่วม "รัฐบาลลุงตู่" ขาดเสถียรภาพ อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

              นครราชสีมา วันนี้ (6 มิถุนายน 2562) นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ ที่ปรึกษาประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และอดีตเลขาธิการหอการค้าภาคอีสาน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจหลังจากที่ประเทศไทยได้มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ "คมข่าวทั่วไทย ออนไลน์"  ว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน หรือ กกร.ได้ปรับลดตัวเลขเศรษฐกิจลง เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี ซึ่งเกิดจากการส่งออกไม่ได้ตามเป้าหมาย การลงทุนของภาคเอกชนลดลง ที่อาจจะเกิดจากการรอความชัดเจนจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ กำลังซื้อของประชาชนน้อยลง หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นมากคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ประมาณ 13 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75 ของจีดีพีเลยทีเดียว ยิ่งถ้าดูนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ที่จะให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400-425 บาท ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องแบกรับภาระค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น จนไม่สามารถทนอยู่ได้ต้องปิดกิจการลง ซึ่งจะส่งผลกระทบในภาคเศรษฐกิจไทยโดยรวม


             นายทวิสันต์  กล่าวอีกว่า  ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็ยังเป็นห่วงเรื่องของเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะมีเอกภาพหรือไม่ เพราะเท่าที่ดูการอภิปรายในการประชุมรัฐสภานัดแรก พบว่าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมสำคัญ ไม่มีใครขึ้นมาอภิปรายช่วยพรรคพลังประชารัฐเลย อีกทั้งยังมี ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย 1 คน งดออกเสียงไม่โหวตเลือกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ยิ่งส่งสัญญาณไม่ค่อยดีต่อความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล ขณะเดียวกันเรื่องการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ตอนนี้ก็ยังไม่ลงตัว เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐจะรวมเอากระทรวงหลักๆ มาไว้ที่พรรคตนเองหมด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะเกิดอะไรขึ้น เพราะก่อนที่จะเข้าร่วมรัฐบาลมีการตกลงกันอีกอย่าง พอมาเป็นรัฐบาลแล้วก็จะมาเปลี่ยนเป็นอีกอย่าง เรื่องนี้ก็จะส่งผลต่อความเสถียรภาพของรัฐบาลได้อย่างมาก เพราะถ้ามีการประชุมรัฐสภาลงมติเกี่ยวกับเรื่องสำคัญ เช่นเรื่องเศรษฐกิจ และนโยบายบริหารประเทศ พรรคร่วมรัฐบาลจะยกมือให้ทั้งหมดหรือไม่

 

             ส่วนความคาดหวังของภาคเอกชนนั้น นายทวิสันต์  กล่าวว่า  ขณะนี้ก็อยากให้รัฐบาลรีบแก้ไขเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ถ้ามีปัญหาจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปเลย เพราะขณะนี้รัฐบาลมีมาตรการควบคุมการขอสินเชื่อ ธนาคารต่างๆ ให้สินเชื่อยากขึ้น คนไม่มีกำลังซื้อ แต่นักลงทุนรายเล็กลงทุนไปแล้ว ไม่มีเงินมาหมุนก็จะอยู่ไม่ได้ รวมทั้งธุรกิจการเช่า ซื้อรถ ทั้งรถเก่า รถใหม่ ปัจจุบันนี้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีธุรกิจอื่นเชื่อมโยงอยู่มาก เช่น อู่ซ่อมรถ และร้านประดับยนต์ เป็นต้น ที่จะกระทบกันเป็นลูกโซ่เหมือนกัน ดังนั้นหลังจากที่มาเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ต้องรีบแสดงผลงานให้ประจักษ์เลย ต่อจากนี้ไปจะไม่มีฮันนีมูนเหมือนสมัย คสช.แล้ว แต่งงานเสร็จต้องรีบทำงานทันที


             นายทวิสันต์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ไปตนมองว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศยากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะไม่ใช่รัฐบาล คสช.แล้ว และไม่มี ม.44 มาใช้อีกแล้ว แต่ต้องใช้รัฐสภาในการบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพลเอกประยุทธ์ฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะต้องเข้าไปเจอนักอภิปรายฝีปากกล้าฝ่ายค้าน ที่จะขุดคุ้ยเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องของพรรค เพื่อมาถล่มรัฐบาลอย่างหนัก ดังนั้นพลเอกประยุทธ์ฯ ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ จะแสดงอารมณ์เหมือนตอนเป็นรัฐบาล คสช.ไม่ได้

 

             "อีกอย่างถ้ามีเหตุการณ์เหมือนประชุมรัฐสภานัดแรก ที่รัฐบาลมีเพียงพรรคพลังประชารัฐ ยืนอภิปรายอยู่พรรคเดียว โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ไม่ช่วยอภิปราย ต้องลำบากแน่ เพราะพรรคฝ่ายค้านล้วนแต่มีนักอภิปรายฝีปากกล้าที่น่ากลัวทั้งสิ้น และมีความเสถียรภาพมากด้วย ดูจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่นายธนาธร ได้คะแนนถึง 244 เสียง ถือว่า 100% ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ยังมีแตกแถวอยู่ ถึงแม้ว่าจะแค่ 1 เสียงแต่ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก" นายทวิสันต์ กล่าวในที่สุด

 

การเมือง