ไหว้ขอพรศาลหลักเมือง - หลวงพ่อโต ก่อนกลับไปทำงาน

16 เม.ย. 2562 12:35 น.
ศรีสะเกษ - ประชาชาวจังหวัดศรีสะเกษ นำพาลูกหลานมากราบไหว้ขอพรจากศาลหลักเมือง และองค์หลวงพ่อโต พระคู่บ้านคู่เมืองศรีสะเกษ อายุกว่าพันปี พร้อมชมภาพจิตกรรมฝาผนัง พุทธประวัติ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปทำงาน ภายหลังจากที่ได้หยุดพัดยาวๆ ในช่วงวันสงกรานต์

วันที่ 16 เมษายน 2562  พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงวันหยุดยาวๆ เนื่องในวันสงกรานต์ เช้าวันนี้ ได้ถือโอกาสนำพาลูกหลาน ไปไหว้ขอพร ศาลหลักเมืองศรีสะเกษ และองค์หลวงพ่อโต พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดศรีสะเกษ อายุกว่าพันปี ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ภายในอุโบสถของวัดมหาพุทธาราม หรือ วัดพระโต พระอารามหลวง ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ พร้อมกับนำชมภาพจิตกรรมฝาผนังที่อยู่ด้านบนรอบๆ ฝาผนังด้านบนในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นภาพพุทธประวัติขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ในปางต่างๆ เล่าเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นนับตั้งแต่ประสูติ เสด็จออกจากระราชวัง ไปถือศีลยังป่า บริจาคทานทุกอย่างแม้กระทั้ง บุตร และภรรยา อื่นๆ ก่อนที่จะตรัสรู้ธรรม รู้แจ้ง เห็นจริง ก่อนนำนำมาสั่งสอนชาวพุทธทั่วโลก ให้สามารถเข้าถึงธรรม

 

โดยตรัสไว้คำหนึ่งว่า "หากใครเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" ชาวพุทธจึงอยู่กันมาอย่างสงบจนทุกวันนี้ พี่น้องชาวพุทธในจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งนักท่องเที่ยว เดินทางมากราบไหว้ ขอพรก่อนที่จะเดินทางกลับไปทำงาน โดยจะเริ่มทยอยเดินทางกันตั้งแต่ช่วงสายๆ ของวันนี้ จนถึงเย็น เพราะหวั่นว่าจะมีการจราจรติดขัน บริเวณใกล้ๆ ที่จะถึงกรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

หลวงพ่อโต  ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่อโต วัดมหาพุทธารามปัจจุบันนี้ ในตำนานเมืองศรีสะเกษ เล่าว่า มีการค้นพบหลวงพ่อโตในสมัยสร้างเมืองใหม่ ที่ “ดงไฮสามขา” หลวงพ่อโตที่พบ มีสภาพเป็นตุ๊กตาหิน ขนาดเท่าแทน แต่พอไปวัดโดยการโอบด้วยแขนกลับขยายใหญ่ขึ้นจนโอบไม่หุ้ม ดังตำนานเล่าว่า “ที่ตั้งวัดพระโต มีป่าเครือมะยางร่มรื่นขึ้นหนาแน่น ในขณะที่ถางป่านั้นได้พบตุ๊กตาหินรูปหนึ่ง มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป เล่ากันว่า ตุ๊กตาหินองค์นี้มีอภินิหารเป็นพิเศษ คือเมื่อมองดูจะเห็นเป็นรูปเล็ก ๆ เท่าแขนคนธรรมดา แต่พอเข้าไปกอดเข้ากลับโอบไม่รอบ พวกราษฎรพากันฉงนยิ่งนัก จึงไปบอกอาจารย์ศรีธรรมา ผู้เป็นใหญ่ เมื่อรู้ว่าเป็นจริงก็เลยทำพิธีสมโภชกันขนานใหญ่ และขนานนามตุ๊กตาหินองค์นี้ว่า “พระโต” ซึ่งต่อมาได้นำอิฐหรือปูนสร้างเสริมให้ใหญ่จริงๆ ดังที่เห็นกันในปัจจุบัน (จากวัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดศรีสะเกษ ฯ หน้า 156)

 

 

 

แต่ตำนานที่ค่อนข้างสอดคล้องกับประวัติศาสตร์เมืองศรีสะเกษ จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางเล่ากันว่า หลวงพ่อโตองค์จริงนั้น ถูกหุ้มอยู่ข้างใน เป็นพระพุทธรูปหินดำเกลี้ยง (บางแห่งว่าหินเขียว บางแห่งว่าหินแดง) ปางมารวิชัย (ปางสะดุ้งมาร) เดิมมีหน้าตักกว้างยาว 2.50 เมตร ต่อมากลัวว่าพวกมิจฉาชีพจะทำให้เสียหาย จึงมีผู้ศรัทธาหุ้มเสริมองค์จริงเข้าไปหลายครั้ง จนถึงปัจจุบันนี้ มีขนาดหน้าตัก 3.50 เมตร ความสูงตั้งแต่พระเกศาลงมา 6.85 เมตร เมื่อพุทธศักราช 2509 ได้มีการสร้างวิหารใหญ่ครอบซึ่งมีความกว้าง 14 เมตร ยาว 40 เมตร ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ในขณะนี้ จึงพอที่จะสรุปได้ว่า มีการค้นพบหลวงพ่อโตเมื่อ พระยาวิเศษภักดี (ชม) ย้ายเมืองมาตั้งใหม่ในสถานที่ที่เป็นจังหวัดศรีสะเกษปัจจุบัน และได้สร้างวัดพระโตเป็นวัดคู่เมืองศรีสะเกษขึ้น ในปีพ.ศ.2328 และนับถึงปัจจุบันนี้ ( พ.ศ. 2562 ) วัดพระโตมีอายุ  236  ปี แต่ก็เชื่อกันว่าองค์หลวงพ่อโต มีการสร้างก่อนหน้านี้มาก ก่อนที่จะมีผู้คนมาพบ และเชื่อต่อๆ กันมาว่า อายุขององค์หลวงพ่อน่าจะมากกว่าพันปีแล้ว

ขณะเดียวกัน ศูนย์ป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดศรีสะเกษ โดย นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ในนาม ผอ.ศูนย์ ได้สรุปข้อมูลในการเฝ่าระวัง 7 วันปลอดภัย ในการเกิดอุบัติเหตุสะสมจากวันที่ 11 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2562 มีเกิดขึ้นจำนวน 20 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย และเสียชีวิต 2 ราย โดยในวันนี้ได้สั่งการให้จุดตรวจทุกจุดได้ให้บริการประชาชนที่กำลังจะเริ่มเดินทางทยอยอกลับไปทำงานในวันพรุ่งนี้ ให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย ทั้งที่เดินทางออกจากจังหวัดศรีสะเกษ และผุ้ที่เดินทาง่านเส้นทาง 24 และเส้นทาง 226 ผ่านจังหวัดศรีสะเกษ ในทุกๆ อำเภอ โดยจุดตรวจให้บริการจะมีน้ำดื่ม มีกาแฟ ที่พักนอน ไว้คอยบริการแก่ประชาชน คนขับรถทุกคันด้วย

 

 

 

 

ศิลปะวัฒนธรรม