วางแผนขอนแก่นใช้ระุบบรางพัฒนาเมืองในอนาคตโตกว่าเมืองอื่นในภูมิภาค

9 เม.ย. 2562 22:22 น.
ขอนแก่น- กระทรวงคมนาคมกระตุ้นผู้ประกอบการภูมิภาค ร่วมลงทุนพัฒนาธุรกิจเพื่อรองรับการคมนาคมเมืองหลักอย่างขอนแก่น เพื่อหวังก้าวสู่เมืองแห่งการค้าการลงทุน โดยเฉพาะหวังให้ระบบรางเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาเมือง

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ได้มีการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของชาวขอนแก่น เพื่อศึกษาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน ส่งเสริมระบบราง พัฒนาศักยภาพเมืองในอีสาน พร้อมกับมีการเสวนาเรื่อง "TOD ภาคอีสาน ร่วมกันสร้างได้อย่างไร" โดยมี นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สินรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายชาญณรงค์ บุริสตระกูล รองประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยนายกังวาน เหล่าวิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ร่วมเสวนา

 

โดย TOD หรือ Transit-Oriented Development  คือ การพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน มุ่งสร้างกิจกรรมหลากหลายในพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน โดยมีที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ สำนักงาน และการใช้ประโยชน์ประเภทอื่น ๆ พร้อมกับออกแบบเพื่อรองรับผู้ใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นหลัก รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินเท้าและใช้จักรยาน เพื่อให้มีทางเลือกในการเดินทางหลากหลาย ลดการพึ่งพาการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล

เรื่องนี้ นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า ระบบรถรางของ tod จะเป็นระบบรางรถไฟ เพราะฉะนั้นขอนแก่นจะเป็นเส้นทางในการขนส่งสินค้า และขนส่งผู้โดยสารในระดับประเทศ ซึ่งในปีนี้จะมีการสร้างเสร็จ อยู่ 2 เส้นทาง คือ เส้นทาง LRT และเส้นทางแก่งคอย โดยจะมีเส้นทางสายลพบุรี-ปากน้ำโพ สายมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ สายนครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน และสายประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร มีการสร้างระบบรางคู่ เช่น สายหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ สายชุมพร-สุราษฎร์ธานี สายสุราษฎร์ธานี-ปาดังเบซาร์ และ สายขอนแก่น-หนองคาย นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบรางในภาคเหนือด้วย เช่น สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สายบ้านไผ่-นครพนม กิโลเมตร และสายภาชี-อำเภอนครหลวง

“ซึ่งการทำระบบรถราง จะต้องใช้เวลานานกว่าจะแล้วเสร็จ หากทำระบบรางเสร็จแล้วจะช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางได้อย่างน้อยประมาณ  2-3 ชั่วโมง ซึ่งทางเราเห็นว่าจังหวัดขอนแก่นนั้น เมื่อได้มีการสร้างระบบรางแล้ว จะช่วยทำให้ชาวจังหวัดขอนแก่นได้มีทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับการเดินทางในแต่ละครั้ง อาทิ การเดินทางจากกรุงเทพฯมายังจังหวัดขอนแก่น จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ถ้านั่งรถทัวร์หรือรถตู้ แต่ถ้ามีรถไฟเข้ามาก็จะช่วยย่นระยะทางในการเดินทางได้ อย่างน้อยก็ลดไปได้ 2-3 ชั่วโมง หากเป็นเมื่อก่อนการเดินทางบนรถไฟจะใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพฯ ซึ่งการทำระบบรางนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน  ซึ่งตอนนี้ทางเรากำลังศึกษาเส้นทางในขอนแก่นเพื่อในวางแผนในการทำระบบรางในอนาคต ซึ่งการจะทำระบบรางได้นั้นจะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดผลกระทบขึ้นมาทางเราก็จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะโซนพื้นที่ของประชาชน ซึ่งเมื่อวางแผนที่จะทำระบบรางแล้วจะต้องมีการวางแผน จัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมมากที่สุด”  นายวรวุฒิ กล่าว

ด้าน นายชาญณรงค์ บุริสตระกูล รองประธานบริหารหอการค้าจังหวัดขอนแก่น และนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแทบทุกอย่างจากเมื่อก่อนทั้งการเดินทาง รถไฟและเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของภาครัฐ และภาคเอกชน ว่าการบริหารเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นนั้นไปเป็นอย่างไร มีความก้าวหน้าไปมากน้อยแค่ไหน อาทิ เรื่องของเส้นทาง เรื่องของถนน และเรื่องของรถ ซึ่งในวันนี้ได้ร้อยรวมทุกสิ่งอย่างเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ตอนนี้เมืองได้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ในเรื่องของการบริการของภาครัฐ มหาวิทยาลัย การเงิน การค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรบุคคล โดยระบบอุตสาหกรรมนั้นได้มีการพัฒนาไปอย่างก้าวหน้า มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ ทำให้เราสามารถติดต่อกับนักลงทุนต่างประเทศได้ง่ายขึ้น 

นายชาญณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ทางจังหวัดขอนแก่นก็จะต้องมีการพัฒนาเส้นทางให้เท่าเทียมกับเมืองใหญ่ ๆ การนำ Smart City เข้ามาสร้างอาชีพใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่องของการค้า การสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ที่ใช้เพียงแค่อินเตอร์เน็ตก็สามารถทำเงินได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม และระบบการดูแลสุขภาพ เป็นต้น และหากเมื่อมีการสร้างระบบรางแล้วก็ต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจตามไปด้วย ในฐานะของหอการค้าคงต้องมุ่งไปข้างหน้า มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้า และการลงทุน เราอยู่ในช่วงของการสร้างโลเคชั่นใหม่  สร้างการเชื่อมโยงใหม่ ให้เข้ากับ TOD ที่กำลังจะเข้ามาในเร็ว ๆ นี้

ส่วนทาง นายกังวาน เหล่าวิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด กล่าวว่า  ในส่วนของการพัฒนาเมือง เราเป็นแค่เพียงหนึ่งในกลุ่มที่เป็นตัวแทนที่เราช่วยขับเคลื่อนวิธีคิดของการพัฒนา “เราใช้คำว่ารักบ้านเกิด” ผมเองก็มองว่า การพัฒนาอะไรจะเกิดประโยชน์กับเมือง กับบ้านที่เราเกิดเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและใช้คอนเซปต์นี้เป็นวิธีคิด ถ้าเราไม่พัฒนาส่วนนี้การเติบโตของเมืองก็จะโตแบบไม่มีพื้นฐาน เรามองว่าเราเป็นเมืองระดับกลาง ณ วันนี้แต่เราเห็นแล้วว่า วันข้างหน้าถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนอะไร เรารู้ว่ามันจะเป็นยังไง การทำวันนี้อาจจะมีคำว่า “เมื่อวันก่อนๆ เป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้” แต่ว่าถ้าไม่ทำมันแย่กว่า ฉะนั้นวันนี้เรามองระบบการพัฒนาเมืองโดยเฉพาะ TOD ขอนแก่นเราใช้คำว่า โวลลิตี้ บรานซิตี้ ซึ่งจริงๆแล้วเราควรจะมองว่า โวลลิตี้ ของคนสมัยก่อนพูดถึง รถยนต์ ถนนเดินทาง และก็มองเรื่องขนส่งสาธารณะ เราให้ความหมายของ โวลลิตี้ คือขนส่งสาธารณะช่วยกันเปลี่ยนเมือง โดยใช้ TOD เป็นเครื่องมือ สร้างความเชื่อมโยงจนเกิดคำว่า “เมืองกระเช้า” ซึ่งเรารู้ว่าต่อไปแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคนที่ย้ายเข้าเมือง การอยู่ในพื้นที่เมือง ต้องมีค่าใช้จ่ายของคนน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่อยู่อาศัยและการเดินทาง TOD จะเป็นโจทย์ที่สำคัญมาก 

นายกังวาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าเทียบกับว่าเรามีแต่ระบบขนส่งอย่างเดียว ถ้ามีการขนส่งตรงนี้แต่ไม่การพัฒนาพื้นที่ด้วยมันก็ไม่มีทางตอบโจทย์ได้กับคนที่มีปัญหาจริงๆ ฉะนั้น TOD ก็จะตอบโจทย์เรื่องของการสร้างพื้นที่ให้กับคนที่อยู่มีความสุขมากขึ้น และเราก็พยายามสื่อสารเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะได้ความร่วมมือจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นพร้อมเทศบาลนคร ทางจังหวัด  แต่ปัจจุบันในขอนแก่นเองก็มีหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วย อย่าง TCDC , มหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้ามาช่วยกันฟื้นฟู บางพื้นที่อาจจะเป็นพื้นที่ใหม่ อย่างของรางรถไฟเองมีพื้นที่ชัดเจน เราจะทำอะไรดีให้เป็นประโยชน์กับเมืองกับชุมชน แต่บางครั้งชุมชนเดิมที่มีอยู่แล้ว มีพื้นที่ว่างตรงนั้นเยอะ และก็สร้างความร่วมมือสร้างความเข้าใจ ตรงนี้สำคัญมาก ผมเชื่อว่าตรงนี้คือจุดที่เราขาดไม่ได้ ซึ่งถ้าชุมชนเข้าใจแล้วความร่วมมือต่างๆ ก็จะมีการพัฒนาความสอดคล้อง

“ทุก ๆ การเจรจา เสวนา รับฟังความคิดเห็นมีปัญหาหมดแต่เราพร้อมรับฟังปัญหา นั้นคือจุดสำคัญว่าเขาจะมีปัญหาหรือความไม่เข้าใจ  เราพร้อมที่จะฟัง เพื่อที่จะรับข้อมูลมาปรับแก้ และถ้าเรามีการรับฟังอย่างต่อเนื่อง ความเข้าใจเขาก็จะมากขึ้น ไม่ใช่แค่เราเข้าในเขามากขึ้น เขาก็เข้าใจเรามากขึ้นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันจะมีการเจอจุดที่จะแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่หลายๆคนอาจมองเห็นปลายทางแล้วครับว่ามันดูสวยงาม แต่จริงๆแล้วเรามีการรับฟังมาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงจะต้องมีการรับฟังก่อนปัญหาก็จะน้อยลงและพอมีการรับฟังเรื่อยๆ ความเข้าใจ ความร่วมมือก็จะมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น” นายกังวาน กล่าว

 

 ด้าน รศ.ดร.ยงธนิศร์ พิมลเสถียร ผู้จัดการโครงการ/กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา กล่าวว่า TOD เป็นเครื่องมือ ในการปรับปรุงเมืองให้ดีขึ้น เป็นหนึ่งในเครื่องที่คิดว่าจะเอามาใช้ แต่คิดว่าจะต้องอธิบาย ทำแล้วมันจะต้องไปถึง ขั้นไหนบ้าง ซึ่งเราเริ่มต้นมาจากยุค 90 ที่เราเริ่มคิดว่า TOD คืออะไร ภาพมันเริ่มชัดเจนขึ้นมา จากจุดเริ่มต้น เป็นทฤษฎีมาก ๆ ซึ่งดูเป็นวิชาการ จากสถานีขนส่งจากนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ตอนนี้ของเรามีอย่างนั้นหรือเปล่า องค์ประกอบที่เป็นเรื่องกิจกรรมทั้งหมด ความหมายของ TOD มันคือ มีการใช้ที่เข้มข้นในพื้นที่บริเวณโดยรอบสถานี สิ่งที่สำคัญก็คือ เมื่อพัฒนาเสร็จแล้วจะต้องลดการพึ่งพาการใช้รถยนต์ อันนี้เป็นคอนเซปต์สำคัญ เราพัฒนาพื้นที่โดยรอบ ยกตัวอย่างสถานีรถไฟ ยังมีการใช้รถยนต์อยู่ TOD จริง ๆ คือการจัดหารพื้นที่โดยรอบที่ออกมาจากสถานี 

รศ.ดร.ยงธนิศร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้เริ่มประมาณเดือนตุลาคม เมื่อปีที่แล้วแต่ว่าในขั้นแรกเนื่องจากว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ แนวคิด ระบบอะไรต่าง ๆ เราใช้เวลา 3-4 เดือนนี้  สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งเลยก็คือ กฎหมาย อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของหน้าที่ในส่วนท้องถิ่น ที่ลำบากคือเรื่องของกฎหมายเยอะมากในทุกประเด็น ในทุกมิติ ประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เปิดตัวโครงการ ตอนนี้เราพบว่า พื้นที่โดยรอบของสถานี ถ้าเป็น TOD สิ่งที่จะเกิดขึ้น อาจจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม กายภาพ สิ่งแวดล้อม  งานที่รับฟังความคิดเห็น ที่ประชุมคราวนี้จะเห็นว่าค่อนข้างกว้างและยังไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่ ในขั้นตอนจริง ๆ ต้องดูเรื่องของการดำเนินการต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ในกระบวนการนี้ก็คือไปดูถึงยุทศาสตร์ของการทำ TOD  รัฐบาลที่ตัดสินใจทำ TOD มีความชอบธรรมมากแค่ไหน กระทบสิ่งแวดล้อมในลักษณะไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าท้าทายมาก 

“สิ่งที่เราจะได้ก็คือ พอเรารวบรวมได้ทั้งหมด การดำเนินงานประสานงาน เพื่อจะเสนอ ข้อคิดเห็นและลักษณะของแต่ละพื้นที่ กลับไป พื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นยังไง ทั้งหมดมันจะมี TOD ที่เป็นแผ่นแม่บททั่วประเทศแต่ว่าแผนแม่บททั่วประเทศจะไม่สามารถเสร็จได้ใน 3-4 เดือน มันจะลากยาวไปจนถึงขั้นสุดท้าย  เพื่อให้รัฐบาลมีนโยบาย ชี้แนะ มันจะมีการคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ หลังจากวันนี้ที่เราคุยกันนอกรอบ ขอนแก่น จะมีพื้นที่ไหน ในส่วนนี้ จากนั้น พื้นที่ที่มีศักยภาพทดลองทำจริงอย่างน้อย  3 พื้นที่ ที่ทำเป็นต้นแบบเพื่อเรียนรู้ และเอาส่วนที่เรียนรู้ต่าง ๆ กลับคืนไปสู่แผ่นแม่บท ต้องมาจากสเต็ปที่เราทำงาน เนื่องจากเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษา เรามีบริษัทจากญี่ปุ่นเป็นที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นชั้นที่หนึ่งกับชั้นที่สองจะใช้ข้อมูลเชิงเทคนิค อย่างเช่นข้อมูลประชากร ก็เอามาแบ่งกัน พอที่เป็นอันกลางมันจะเป็นชุมชน หรือว่าเป็นสถานีตำแหน่งพื้นที่ที่มีศักยภาพ ชั้นสุดท้ายจะเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ หารือกับท้องถิ่นท่านมีความพร้อมมากน้อยขนาดไหน”  รศ.ดร.ยงธนิศร์ กล่าว

เศรษฐกิจภูมิภาค