ป่าไม้ทหาร ลุยจับนายทุน รุกป่า"อุทยานฯเขาค้อ"

21 มี.ค. 2562 15:30 น.
เพชรบูรณ์ -   ป่าไม้ทหาร ลุยจับนายทุน รุกป่า เขาค้อ ที่ บ้านทางแดง หลังจากอัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่ ยังไม่สำนึกรุกป่าเพิ่ม 

 

ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ (คปป.) ตามนโยบายพลิกฟื้นผืนป่าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์) โดยการนำของนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.),นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  และพล.ท. เรืองสิทธิ์ มิตรภานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.4 กอ.รมน.)ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน.บูรณาการปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจากกลุ่มนายทุนที่บุกรุกป่าในพื้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ดังนี้

 

วันที่ 19 มี.ค. 2562 เวลา 11.00 พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หน.ชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน.ได้บูรณาการ คณะเจ้าหน้าที่ ประมาณ 30 นาย ประกอบด้ว โครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อ-น้ำชุo เจ้าหน้าที่ ศปป.4 กอ.รมน สายตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ สายที่ 3 จังหวัดเพชรบูรสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ โครงการพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อ-น้ำชุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ย; อุทยานแห่งชาติเขาค้อ   เจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่าที่2 (หนองแม่นา)เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พช.18 (น้ำชุน) สจป.4 สาขาพิษณุโลก กรมป่าไม้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

 

 คณะเจ้าหน้าที่ได้เดินทางออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับว่าด้วยการป่าไม้ หลังจากสืบทราบได้ว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าในโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำก้อ-น้ำชุน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546  เพื่อป้องกันและบรรเทาการเสียหายจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ จำนวนเนื้อที่ 132,626 ไร่ เหตุเกิดบริเวณ ป่าริมถนนหมายเลข 12 ตรงหลักกิโลเมตรที่ 338 บ้านทางแดง หมู่ 7 ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อยู่ในโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยลุ่มน้ำก้อ-น้ำชุน คณะเจ้าหน้าที่ร่วมกัน ตรวจยึดพื้นที่บุกรุก จำนวน  2 - 3 - 96 ไร่คิดเป็นค่าความเสียหายของรัฐเป็นเงิน 204,050.22 บาท  และตรวจยึดอาคารสิ่งปลูกสร้างถาวร จำนวน 8 หลัง ซึ่งเป็นการบุกรุก และก่อสร้างอาคารเพิ่มจากพื้นที่เดิมที่เคยถูกตรวจยึดเมื่อ 13 ม.ค.53 พื้นที่จำนวน 1 - 2 - 80 ไร่ และอาคารปลูกสร้างจำนวน 6 หลังคณะเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกตรวจยึด นำส่ง พงส.สภ.เขาค้อ เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิด มาดำเนินคดีโดยแจ้งข้อกล่าวหา ดังนี้ 


  ฐาน “ ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่”    ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484มาตรา 54  ฐาน “ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น” ตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 55
ฐาน “ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตาม ม.54 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน ห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 72ตรี

 ข้อพิจารณา ผู้บุกรุกรายนี้ คือนายวรวิทย์ฯ เป็นนายทุนจาก กรุงเทพฯที่มีพฤติกรรม เจตนาบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่า เกี่ยวเนื่องเป็นรายเดียวกันกับ ร้านกาแฟโมอาย ที่เคยถูกจับกุม ดำเนินคดี เมื่อ 2 เม.ย.57และคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อ 11 เม.ย.59 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพาษาลงโทษปรับ 5,000 บาท จำคุก 3 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2  ปี ควบคุมประพฤติ 1 ปี และให้จำเลย และบริวารออกจากพื้นที่ แต่ปัจจุบัน นายทุนรายนี้ยังคงประกอบกิจการเปิดร้านกาแฟโมอายอยู่ และมาบุกรุกพื้นที่ใหม่ในพื้นที่แปลงนี้เพิ่มเติมจากเดิมอีก โดยมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งนี้ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคนในพื้นที่ คอยให้ความช่วยเหลือ เอื้อประโยชน์ให้นายทุน และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการบังคับคดี ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จึงเห็นควรกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ได้แก่ กรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุดจนถึงขั้นบังคับคดีโดยเคร่งครัดทุกคดีต่อไป

 

อาชญากรรม