ปลูกแคนตาลูปในแปลงนาข้าว ขายดีกำไรเกินเท่าตัว

14 มี.ค. 2562 11:20 น.
เกษรตรกรริมฝั่งแม่น้ำโขง ทดลองปลูกแคนตาลูปสลับข้าวโพดหลังเสร็จสิ้นเกี่ยวข้าว ขายห้วงสงกรานต์ สร้างรายได้พอเพียงในครัวเรือน พบปัญหาซื้อน้ำโขงในราคาแพง หากเป็นสมาชิก จะซื้อในราคาชั่วโมงละ 120 บาท หากไม่เป็นสมาชิกจะตกชั่วโมงละ 240 บาท อยากให้ผู้รับผิดชอบลดค่าน้ำลงมาบ้าง จะได้คุ้มค่าแรงในการผลิตให้มากกว่านี้

นายอดิศักดิ์ มะลิซึ้ง อายุ 36 ปี เกษตรกรบ้านเลขที่ 16 หมู่ 15 ตำบลนาตาล อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ได้ปลูกพืชขาย หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว โดยมีการปลูกพืชระยะสั้น 2 เดือนเก็บผลผลิตได้ ในปีนี้ ได้มีการทดลองปลูก พืช แคนตาลูป ในแปลงนาข้าว จำนวน 1 ไร่ ค่าใช้จ่ายประมาณ 2 หมื่นบาท รวมทั้งค่าจ้างรถไถดิน พรวนดิน ยกร่อง ค่าเมล็ดพันธุ์พืช และค่าน้ำโขง ที่ต้องซื้อจากคณะกรรมการผู้ดูแล จากสถานีสูบน้ำโขงในพื้นที่ ตลอดทั้ง 2 เดือน

ปัจจุบัน แคนตาลูป เริ่มออกดอกออกผลบ้างแล้ว คาดว่าจะนำจำหน่ายได้ในห้วงระยะเวลาสงกรานต์พอดี อายุ 65 วันก็เก็บขายได้แล้ว ส่วนตลาดรองรับนั้น มีพ่อค้าคนกลางมาติดต่อถึงสวน ขายส่งในราคา 20-25 บาท หากขายปลีกจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 35 บาท หรือ 3 กิโลต่อ 100 บาท นับเป็นพืชที่สร้างกำไรที่งาม แต่ทั้งนี้ ปัญญาหาของการใช้จ่ายจะอยู่ที่น้ำนำมาหล่อเลี้ยงต้นพืช

 

กรรมการจะสูบน้ำโขงขึ้นมา แล้วปล่อยลงตามคลองน้ำ จนมาถึงแปลงพืชของพวกตน ก็หลายกิโลเมตร กว่าน้ำจะถึงกว่าดินจะเก็บกักน้ำให้อยู่ตัว ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำ จำนวนไม่น้อย ทำให้ค่าใช้จ่ายต้องสูงขึ้นมาก แม้จะขายได้เงินเป็นจำนวนมาก แต่ เมื่อหักค่าน้ำออกไปแล้วก็คงเหลือกำไรไม่มากนัก จึงอยากจะขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสถานีสูบน้ำโขง บ้านดอนงิ้ว ตำบลนาตาล อำเภอนาตาบ จังหวัดอุบลราชธานี นี้ ช่วยลดค่าน้ำลงอีกบ้าง ก็น่าจะเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชหน้าแล้งได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากปลูกแคนตาลูปแล้ว ยังมีการปลูกข้าวโพดพันธุ์ข้าวเหนียวอีกด้วย ในเนื้อที่ 1 ไร่เช่นกัน แต่ค่าใช้จ่าย จะน้อยกว่าปลูกแคนตาลูปมาก ข้าวโพด 1 ไร่ ค่าใช้จ่ายประมาณ 2 พันบาท จะขายได้ประมาณหมื่นบาทเศษ ก็นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่เลี้ยงครอบครัวมานานตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แต่ปัญหาก็จะอยู่ที่ค่าน้ำแพงเช่นกัน หากลดลงได้ มีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะร่วมกันปลูกพืชในฤดูแล้งขาย ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้ชี้แนะมา

 

 

ทำมาหากิน